“…หลับตาสักครั้งแล้วให้ลองนึกถึงภูเขาอยู่รอบ ๆ ตัว

…จากนั้นหลับตาเพิ่มอีกสักครั้งแล้ววาดจินตนาการถึงผืนน้ำระยิบระยับอยู่ตรงหน้า

…และอีกเพียงครั้งปล่อยให้ได้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่างที่อยากเห็น..”

…เอาจริง ๆ แค่หลับตาคิดเอาก็คงได้เห็นแถมอยากเห็นแบบไหนก็ใช้จินตนาการกันไปให้ได้ดั่งใจ.. แต่หากการได้เห็นกับตาตัวเองจริง ๆ ได้ไปสัมผัสเองจริง ๆ มันคงดีกว่าแน่นอนกับการที่จะได้พาตัวเองไปยืนอยู่ที่ไหนสักที่ที่มีภูเขารายล้อม มีทะเลสาบกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ถนนหนทาง ก้อนหินก้อนดิน ท้องฟ้าก้อนเมฆ ต้นไม้ใบหญ้า ชาวบ้าน รอยยิ้ม และเห็นไปถึงความสุขทั้งหมดทั้งมวลนี้แหละ “มหัศจรรย์เลห์ – ลาดักห์”

…ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ผมเองในฐานะช่างภาพได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปกับ บ.นำเที่ยว Napira Travel Stylist (https://www.facebook.com/TravelStylistNapira) ที่สานฝัน และสร้างความสุขให้กับการเดินทางแก่ลูกค้าประทับใจกันทั้งคนทั้งวิวกันไป

…รีวิวอัลบั้มนี้อาจจะไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรมากนัก แต่อันไหนที่เป็นความรู้เป็นเกร็ดข้อมูลสำคัญหลัก ๆ ก็จะยังเขียนลงไปให้พอเห็นภาพ รวมไปถึงให้เห็นแนวทางการดำเนินชีวิต(แลดูจริงจังมั้ย) และก็ยอมรับสภาพกับการเดินทางเมื่ออยู่ที่นั่น ซึ่งจะมีอะไรยังไงบ้างเอาเป็นว่าเดินทางผ่านภาพไปพร้อม ๆ กันเลยละกัน


…Where is Ladakh ?…

…เริ่มต้นกันที่ตำแหน่งที่ตั้งกันก่อนว่า “เลห์ – ลาดักห์ (Leh – Ladakh)” มันอยู่ตรงไหน..???

…โดยมากแล้วบ้านเรามักจะเรียกกันติดปากเป็นคำต่อเนื่องว่า “เลห์ – ลาดักห์” ซึ่งความจริงนั้น “เลห์” คือเมืองหลวงของแคว้นลาดักห์ ซึ่งอยู่ในรัฐจัมมูและแคชเมียร์ ทางตอนเหนือสุดของอินเดีย (ลองดูภาพแผนที่ประกอบเพื่อความเข้าใจ หรือไม่เข้าใจกว่าเดิมก็เป็นได้ 555) ซึ่งเมืองเลห์นี่แหละเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยเทือกเขาหิมาลัย หรือที่เราเรียกกันว่า ทิเบตน้อย (Little Tibet) ลองเสิรชกูเกิ้ลด้วยคำนี้รับรองว่าจะมีคำว่าเลห์ ลาดักห์ขึ้นมากันให้พรึ่บ.. พร้อมข้อมูลต่าง ๆ นานาอีกเพียบ

…กลับมาว่ากันต่อที่แคว้นลาดักห์นั้นด้านขวามือทิศตะวันออกก็มีพื้นที่ติด ๆ กับทิเบต และจีน ส่วนด้านซ้ายไปเรื่อย ๆ ก็จะไปชนกับปากีสถาน.. ดังนั้นใครที่เก่งด้านภูมิศาสตร์คงพอนึกกันออกแล้วว่าสภาพภูมิประเทศแถบนี้คงหนีไม่พ้นความยิ่งใหญ่ของภูเขา และแลนด์สเคปสวย ๆ ซึ่งเราก็จะได้เห็นกันต่อไปนี้


…Things To Know…

…ข้อมูลต่าง ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อความสุข และความเข้าใจในการเดินทาง…

• อาหาร • นี่คือสิ่งสำคัญของการไปเลห์ – ลาดักห์ .. อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง หมูแผ่น หมูหยอง ลูกอม ขนมที่ใครชอบแบบไหนขนไปเลยนะ.. เพราะมันจำเป็นอย่างที่รู้กันว่าอาหารอินเดียนั้นบางคนก็กินได้ แต่บางคนก็บอกลาหรืออยู่ห่าง ๆ ไว้จะอุ่นใจกว่า ก็แล้วแต่ใคร ๆ ละกัน.. กะวันเวลาที่ไปเตรียมไปอย่าให้ขาด

• สัญญาณอินเตอร์เน็ท •

  1. ซิมมือถือ – อันนี้ใครที่คิดจะอยากติดไว้เพื่อใช้กรณีฉุกเฉิน หรือไว้เล่นตอนอยู่ที่สนามบินเมืองเดลีระหว่างรอต่อเครื่องไปเลห์ ไม่มีปัญหาครับใช้งานได้ .. แต่ถ้าไปถึงที่ลาดักห์นั้นสัญญาณอาจไม่มีก็ทำใจไปซะ (คือคนที่นั่นเค้าใช้งานกันได้ก็เพราะมีลงทะเบียนเบอร์ไว้ ซึ่งเท่าที่ผมถามคนขับรถที่นั่นเค้าบอกว่าหากเป็นเราไปซื้อซิมอย่างน้อยต้องรอระบบประมาณ 3-4 วัน แถมต้องลงทะเบียนโน่นนี่นั่นอีก) เรียกว่าค่อนข้างวุ่นวาย ดังนั้นก็ทำเป็นลืม ๆ มันไปซะ.. หรือใครจะลองเปิดโรมมิ่งจากบ้านเราไปก็ลองดูนะ
  2. อินเตอร์เนทวายฟาย – นี่คืออีกหนึ่งวิธีทดสอบจิตใจเราต่อโซเชี่ยลมีเดีย เมื่อสัญญาณวายฟายจะมีให้ตามร้านอาหาร(ที่ไม่ได้มีทุกร้านเสมอไป) หรือแม้แต่โรงแรมที่พักก็ไม่ได้การันตีว่าเนทจะแรงชะลูดปรู๊ดปร๊าดตลอดเวลา.. เพราะนึกจะสัญญาณหายก็ไปกับสายลม ครั้นพอมีสัญญาณก็เรื่อยเอื่อยเหมือนสายน้ำหมดแรง.. เทคนิคที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ทำกันคือ นอนดึก ๆ คนได้ไม่ต้องแย่งเล่น หรือตื่นมาเช้า ๆ ก็เป็นอีกหนทาง.. เอาเป็นว่าไปที่นั่นระหว่างเดินทางก็ไม่มีเนทอยู่แล้วก็เสพสุขกับธรรมชาติ และบรรยากาศให้พอ.. คิดซะว่าพักผ่อนจากโลกโซเชี่ยลบ้างกลับบ้านมาค่อยอัพรูปก็ได้ฟระ

• สกุลเงิน • ใช้ “รูปี” อัตราตอนนี้คร่าว ๆ ตีง่าย ๆ ก็ 2 รูปี เท่ากับ 1 บาทไทย.. แลกกันไปเผื่อช๊อปปิ้งกันด้วยล่ะ มีของสวย ๆ งาม ๆ เยอะและที่สำคัญราคาไม่แพงด้วย

• ปลั๊กไฟ • ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบปลั๊กหัวกลม ๆ ก็เอาสายพ่วง อแดปเตอร์ตัวแปลงติดไปด้วย

• เวลา • ที่อินเดียเวลาจะช้ากว่าบ้านเราประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที

• ยา และสิ่งที่จะช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้ • เนื่องจากพื้นที่ทั้งเลห์ – ลาดักห์ นั้นเป็นพื้นที่สูงซึ่งมีความสูงขั้นต่ำก็ประมาณ 3,000 เมตรขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงประมาณ 5-6 พันในบางที.. ดังนั้นการรับมือจึงต้องละเอียดสักหน่อย.. เริ่มตั้งแต่การเตรียมกินยา Diamox เอาแค่ขนาด 125 MG พอนะ.. ถ้าใครมีแบบ 250 MG ก็หักครึ่งซะ.. กินก่อนเดินทางตั้งแต่อยู่เมืองไทยนี่แหละ 1 วัน แล้วพอไปถึงที่นั่นก็กินทุกวัน.. ซึ่งเท่าที่ผมหาอ่านข้อมูลมาบางคนบอกให้ทานทุกเช้า และทุกเย็น .. แต่อย่างผมทานแค่ตอนเช้าก็โอเคนะ.. ส่วนพวกยาดมใครเวียนหัวง่าย หรือเป็นประเภทดมแล้วชีวิตสดใสสดชื่นก็ติดไป..  (ซึ่งเดี๋ยวเราจะไปว่ากันต่อในเรื่องของการปรับตัวบนพื้นที่สูง ๆ อย่างที่นี่กันภาพต่อ ๆ ไปนะ)


…On The Way…

…นั่นแหละคือความกดดัน..ที่ฉันต้องทนต้องเจอ…

…ที่อยากให้รู้เพราะมันก็เป็นส่วนหนึ่งของความจำเป็นเมื่ออยู่ที่นั่นอีกอย่างก็คือเรื่องของการเดินทาง.. โดยจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งอย่างเช่นจาก Leh ไป Nubra Valley หรือ Pangong Lake นั้นมีอะไรที่เราเลี่ยงไม่ได้บ้าง ยกตัวอย่างเช่น

• ฝุ่น • ที่เลห์ – ลาดักห์ และตามถนนหนทางไม่ว่าจะตรงไหน ที่นี่เหมือนแหล่งศูนยรวมฝุ่นที่หนาแน่นที่สุดของโลกไว้.. หากมีมาตรวัดปริมาณฝุ่นเชื่อเลยว่าติดอันดับท๊อปเทน เผลอ ๆ ท๊อปไฟว์ของโลกแน่นอน.. ดังนั้นสิ่งที่ต้องเตรียมไปก็คือหน้ากาก ใครจะซื้อแบบถูก ๆ 20-30 บาทบ้านเรา หรือจะเอาดี ๆ หน่อยที่มีตัวกรองก็ตามสะดวก ส่วนผมใช้ผ้าพันคอที่ผูกคอเท่ ๆ นี่แหละเอาขึ้นมาปิด.. ก็พอช่วยได้บ้าง.. เพราะระหว่างการเดินทางบนรถนั้นรถที่นี่ส่วนใหญ่จะไม่เปิดแอร์ พอไม่เปิดแอร์มันก็ร้อน พอร้อนเราก็ต้องเปิดหน้าต่างลดกระจก ครั้นพอเปิดหน้าต่างลดกระจกก็จะเย็นขึ้นสบายขึ้น แต่ก็จะเจอมหามวลฝุ่นอีก.. สรุป คือต้องเลือกว่าจะเอาฝุ่น หรือยอมร้อน.. ซึ่งผมและคณะเลือกเปิดหน้าต่างครับ อย่างน้อยก็ยังมีอากาศถ่ายเทให้ฝุ่นมาคละเคล้าไปในธาตุอากาศบ้างดีกว่าอุดอู้วนเวียนอยู่แต่ในรถ

• ห้องน้ำ • บางคนถึงกับเก็บภาพกันกลับไปเป็นคอลเลคชั่นกันเลยก็มีกับภาพของห้องน้ำหลากหลายที่มีคอนเซปท์ “หลุม” เป็นหลัก ก็อาจจะต่างดีไซน์ต่างวิวกันไป บางที่ต้องบอกว่าเป็นระบบเล็ง และหย่อนให้ตรงตำแหน่ง.. ขออนุญาตไม่มีภาพประกอบนะ 555 เพราะผมเองก็ไม่ได้ถ่ายรูปเก็บกลับมาเหมือนกัน แต่เอาเป็นว่าระหว่างทางตามจุดแวะต่าง ๆ ใครจะแวะก็เตรียมกระดาษทิชชู่เตรียมน้ำไว้ให้ดีก็แล้วกัน

• แดด • “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้” ช่วงที่ผมเดินทางไปตรงกับหน้าร้อนเดือนสิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา บอกเลยว่าแดดเปรี้ยงสะอารมณ์ ส่องหน้าขาทะลุถึงน่องเลย แล้วแต่ละที่ยิ่งวันเดินทางไกล ๆ กว่าจะถึงที่หมายนี่ต้องนั่งรถกันที 4-5 ชั่วโมง .. ขณะเที่ยวตอนเดินระหว่างวันก็ว่าร้อนแล้วยิ่งยามที่นั่งรถแล้วแดดส่องผ่านเข้ามาด้านข้างตัวรถไม่ว่าจะซ้ายจะขวานี่ร้อนจนหน้าชาก็เขยิบ ๆ หรือหาอะไรกันไว้หน่อยก็จะดีมาก.. ส่วนใครนั่งหน้านอกจากด้านข้างซ้ายข้างคนขับที่จะต้องรับแดดบางครั้งคราวแล้ว บางทีแดดมาด้านหน้าหน้าตักหน้าขานี่ก็ร้อนใช่ย่อย อย่างผมนั่งด้านหน้าบ่อย ๆ นี่บอกเลยว่าหน้าตักเกือบไหม้ในบางเวลา

• ถนน • เราจะได้พบกับความพีคของถนนซึ่งผมเชื่อเลยว่าจะต้องไม่มีใครเคยเจอถนนที่ไหนจะตรึงตราตรึงใจได้เท่าที่นี่อีกแล้ว ในตัวเมืองเลห์เล็ก ๆ แม้จะคดเคี้ยวไปตามซอกซอยแต่ถนนก็ยังพอราบเรียบ แต่เส้นเดินทางที่ไกลออกไปมุ่งหน้าทั้ง Nubra Valley หรือ Pangong Lake นั้นเราจะได้ผ่านทางที่แล่นแบบนั่งชมวิวเพลิน ๆ ถนนเรียบ ๆ โค้งบ้างเล็กน้อย.. ไปจนถึงทางขรุขระที่พร้อมจะเปิดพื้นที่ธาตุอากาศระหว่างก้นเรากับเบาะให้แยกออกจากกันได้เป็นจังหวะ ซึ่งบอกเลยว่าจะกระเด้งกระดอนจนระบมกันไปข้างแน่ ๆ เท่านั้นยังไม่พอเส้นทางยังพร้อมทดสอบความคลื่นเหียนเวียนไส้กับความโค้งชันของถนนอีก .. ใครที่รู้ตัวว่าเมารถง่ายก็เตรียมยาแก้เมารถไปด้วยจะดีมาก แต่ขอย้ำนะว่าให้จัดยาแก้เมาแบบไม่ง่วงนอนเพราะไม่งั้นเท่ากับว่าเราอาจจะง่วงหลับแล้วไม่ได้เห็นอะไรสวย ๆ งาม ๆ เยอะแยะมากมายระหว่างทางเข้า…


 …Time to visit Ladakh…

…ไปลาดักห์ช่วงไหนดี…

• ฤดูหนาว(Nov – Feb) • อุณหภูมิประมาณ -20°C ถึง 2°C • ปริมาณนักท่องเที่ยว 1 เต็ม 5

• ฤดูใบไม้ผลิ(Mar – May) • อุณหภูมิประมาณ -15°C ถึง 16°C • ปริมาณนักท่องเที่ยว 2 เต็ม 5

• ฤดูร้อน(Jun – Aug) • อุณหภูมิประมาณ 7°C ถึง 25°C • ปริมาณนักท่องเที่ยว 5 เต็ม 5

• ฤดูใบไม้ร่วง(Sep – Oct) • อุณหภูมิประมาณ -1°C ถึง 20°C • ปริมาณนักท่องเที่ยว 3 เต็ม 5

…ข้อมูลที่เขียนให้เนี่ยะแค่คร่าว ๆ นะเอามาจากในเวป .. เอาจริงผมมาช่วงเดือนสิงหาคมหน้าร้อน วันที่เจอไปร้อนที่สุดยังไงซะต้องมีเหยียบ ๆ 33 องศา … แต่อากาศตอนเช้าตอนเย็นก็จะเย็น ๆ หน่อย ..เป็นอันสรุปได้ว่าถ้าใครไม่ใช่ประเภทขี้หนาวก็ถ้าอยากสวยอยากหล่ออยากเท่ก็เอาไปแค่แจ๊คเก๊ตสักตัวก็พอ.. ไม่ต้องถึงขนาดกันหนาวอะไรมากมายให้หนักกระเป๋า..


…Stunning View on the road…

…ต้องออกเดินทาง…ต้องออกไปพบโลกกว้างใหญ่…

…และนี่คือภาพตัวอย่างที่เราจะได้เห็นระหว่างทาง.. นี่ขนาดผมไปช่วงหน้าร้อนแต่ก็ยังได้เห็นอะไรที่หลากหลายขนาดว่าหิมะก็ยังได้เจอ แม้จะไม่ถึงกับเห็นหิมะตกปรอย ๆ (คือมันหน้าร้อนอ่ะนะ) แต่ช่วงที่ขึ้นขับผ่านพื้นที่สูง ๆ ประกอบกับฝนตกอีกก็ยังเห็นหิมะกองอยู่หน่อย ๆ …แต่ที่ชวนพิศวงมากไปกว่าก็คือบนยอดเขาบางยอดก็ยังมีหิมะให้เห็นอยู่เพียบเลย และแน่นอนสำหรับวิวที่เขียวชอุ่ม พายุทราย และภูเขาลูกใหญ่ยามกระทบแสงสวย ๆ 


…High Altitude Sickness…

…เก่งมาจากไหน…ก็แพ้หัวใจอย่างเธอ..

…Altitude Sickness คืออาการที่พบในนักท่องเที่ยว หรือนักเดินทาง หรือจะใครก็ได้แหละครับที่ไปยังสถานที่ที่มีระดับพื้นที่ ๆ สูงกว่าระดับน้ำทะเลมาก ๆ (ย้ำว่ามาก ๆ) ซึ่งเมื่อเราไปยังพื้นที่ลักษณะนี้แบบปุบปับ เช่น อย่างนี้เรานั่งเครื่องจากเมืองเดลี มาสนามบินที่เลห์ จากพื้นที่ระดับปกติมาถึงพื้นที่สูง ๆ ร่างกายเลยอาจปรับตัวไม่ทัน.. ซึ่งอาจส่งผลให้แต่ละคนมีอาการแตกต่างกันออกไป แต่บางคนก็อาจจะไม่เป็นอะไรเลยก็ได้ และหากถามกันต่อไปว่า อ้าว!! แล้วทำไมเวลาขึ้นเครื่องบินไปตั้งสูงไม่เห็นเป็นอะไรเลย นั่นเพราะในเครื่องบินจะมีการปรับปริมาณออกซิเจนให้อยู่ในสภาวะที่เราชินเหมือนปกตินั่นเอง…

…ทีนี้หากพูดถึงต่อไปว่าแล้วระดับความสูงเท่าไหร่ ร่างกายเราถึงจะเริ่มออกอาการ Altitude Sickness ก็เขียนให้เทียบกันได้ง่าย ๆ ตามนี้

ดอยอินทนนท์ • ความสูงเฉลี่ยประมาณ 2,500 เมตร(เอาเลขกลม ๆ นะ)

Leh • ความสูงเฉลี่ยประมาณ 3,500 เมตร

Pangong Lake • 4,300 เมตร (แต่จะมีจุดผ่าน Chang La Pass 5,300 เมตร)

Nubra Valley • 3,000 เมตร (แต่จะมีจุดผ่าน Khardungla Pass 5,300 เมตร แต่คนที่นี่บอกสูง 5,600 เมตร)

Everest Base Camp • 5,400 เมตร (เอาแค่ในส่วนของเบสแคมป์นะ)

…จะเห็นว่าดอยอินทนนท์บ้านเรานั้นเรายังไปเที่ยวได้สบาย ๆ ไร้กังวลไม่เป็นอะไรเพราะระดับความสูงที่คนทั่ว ๆ ไปจะรับได้อยู่ที่ประมาณ 2,000-2,500 เมตร แต่พอยิ่งสูงยิ่งหนาวไม่พอ ปริมาณออกซิเจนก็เริ่มน้อยลงเบาบางลง อาการที่เราจะพบได้ง่าย ๆ เบื้องต้นเลยก็คือ “เหนื่อยง่าย” การขยับตัวหรืออะไรที่เราต้องใช้พลังปอด พลังหัวใจเยอะ ๆ จะส่งผล เช่น วิ่งขึ้นบันได เดินเร็ว กระโดด ฯลฯ ก็จะทำให้เราเหนื่อยเร็ว หอบง่ายขึ้น บางทีไปถึงหน้ามืดตั้งแต่ยังไม่ค่ำเลยก็เป็นได้ (บางคนก็เตรียมออกซิเจนที่หาซื้อที่นั่นติดไว้ก็พอช่วยได้บ้าง) ..

…ส่วนบางคนร่างกายอาจรับไม่ได้ยิ่งกว่าก็จะออกอาการมากกว่าเช่น เวียนหัว อาเจียน มีไข้ อะไรก็ว่าไป ซึ่งอันนี้บอกเลยว่าไม่มีอะไรการันตีว่าใครจะเป็น ใครจะไม่เป็น (รุ่นน้องผมนักกีฬาวิ่งมาราธอน พอไปเลห์นอนน๊อกไร้เรี่ยวแรงไป 3 วัน จนต้องหาหมอให้ยา รวมทั้งปล่อยเวลาให้ร่างกายได้ปรับตัวถึงกลับมาดีดังเดิมพร้อมเที่ยว) (ส่วนอีกคนนึงไป 6-7 วันไม่เป็นอะไร มาเป็นวันกลับ) (หรือบางคนวันแรกไม่มีอาการวันที่สองสามค่อยมาเป็น) คือไม่มีอะไรแน่นอนจริง ๆ อาการนี้ .. บางคนเป็นหนักมากถึงขนาดต้องเดินทางกลับไปยังพื้นที่ที่ระดับความสูงต่ำลงถึงจะหาย เพราะผ่านไป 2-3 วันหากไม่หายก็ไม่ควรเสี่ยงอยู่ต่อไปแล้ว…

…ดังนั้นวิธีหนทางที่จะทำให้เราดำเนินชีวิต และท่องเที่ยวได้สบายใจขึ้นเมื่อมาที่นี่ก็คือ การค่อย ๆ ปรับตัว มาวันแรกยังไม่ต้องไปไหนไกล แนะนำให้นอนก่อนเลยเพราะไฟลท์มาเลห์มันจะเช้าพอดี สาย ๆ ก็นอนไปเลย เที่ยงตื่นมากินบ่ายนอนต่อ นอนไปอีกสามวัน !!!! เฮ๊ยยย !!! เยอะไปแล้ว .. เอาแค่มาถึงแล้วได้นอนได้พักไปสัก 4-6 ชั่วโมง แล้วเย็น ๆ ค่อยออกไปเดินตลาดสร้างความคุ้นเคยให้กับร่างกายได้ปรับสภาพก็โอเค .. แต่ก็ไม่ใช่ว่าวันรุ่งขึ้นคึกคะนองไปนูบร้าวัลเล่ย์ หรือทะเลสาบปันกองเลยนะ.. อันนี้ก็ห้าวไป ก็เริ่มจากไปเที่ยวใกล้ ๆ ก่อนที่พื้นที่มันไม่ไกลจากเลห์มาก จากนั้นวันที่ 2 หรือ 3 ค่อยออกเดินทางไกลกันได้แล้ว

…ว่ากันต่ออีกนิดกับเรื่องการรับประทานยาเพื่อป้องกันหรือลดอาการแพ้ความสูง เราสามารถหาซื้อยา Diamox มาทานได้แต่ต้องทานตามกำหนดนั่นคือแค่ 125 mg จะซื้อที่โรงพยาบาล หรือร้านเภสัชเอาที่หน้าตาไว้ใจได้(หมายถึงร้านนะ ไม่ใช่คนขาย)หาพวกร้านที่มีใบอนุญาตก็จะดีมากเพื่อความมั่นใจ .. (หรือใครเจอร้านไหนให้มา 250 mg ก็กินแค่ครึ่งเม็ดพอ) ก็กินตั้งแต่ก่อนเดินทางล่วงหน้าสักวันสองวันก็ได้ แต่อย่างผมกินก่อนไปหนึ่งวันเดินทาง .. ส่วนผลข้างเคียงของยาก็คือจะมีอาการชาที่ปลายนิ้ว ประสาทการรับรู้รสชาติอาหารที่ลิ้นจะเปลี่ยน หิวน้ำ ฉี่บ่อย เป็นต้น (แต่บางคนกินก็ไม่เป็นนะ) อย่างผมเองก็นิ้วชากินตอน 8 โมง มันไปชาตอนบ่ายซะงั้น แต่เพื่อนร่วมทริปบางคนก็ปกติไม่มีอะไรเกิดขึ้น


…Here we go… A Leh A Leh A Leh!!!

…สู่ปลายทางในฝันสำหรับทริปนี้…

◄ Leh ► Shanti Stupa ► Leh Palace ► Hemis Monastery ► Thiksey Monastery ► Lamayuru Monastery ► Nubra Valley  ► Pangong Lake ◄


…Before Landing…

…โลกมนุษย์แสนกว้างใหญ่เหลือเกิน.. ยิ่งมองยิ่งเพลิน จำเริญหัวใจ…

…ไม่ว่าจะชวนใครไปในทริป ไม่ว่าจะไปกันกี่คน และไม่ว่าจะต้องตบตีกันแค่ไหน “อย่าให้ใครช่วงชิงที่นั่งฟากซ้ายของเครื่องไปจากเรา” แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่านั่งฝั่งซ้ายของเครื่องแล้วจะเห็นวิวเคลียร์ชัดทุกที่นั่งนะ เพราะกลางลำจะติดปีกเครื่องบิน ดังนั้นควรเลือกที่นั่งไม่ด้านหน้าสุดก็หลังสุดไปเลย.. แล้วก็เตรียมเบิ่งตาเอาไว้ตลอดเส้นทางบินตั้งแต่เริ่มเครื่องขึ้นที่สนามบินเดลีไปจนถึงสนามบินเลห์ เพราะวิวทิวทัศน์ที่เห็นมันจะตราตรึงเราไปอีกนานแสนนาน .. ส่วนจะเห็นกันในสภาพภูมิประเทศแบบไหนอันนี้ก็แล้วแต่ว่าใครเดินทางไปช่วงฤดูกาลอะไร อย่างผมเดินทางช่วงหน้าร้อนวิวที่เห็นก็จะได้เจอกับความงดงามถึงประมาณนี้

…ส่วนใครที่ยังตาจะปิดหรือออกอาการง่วงผมแนะนำว่าให้อดทนไว้เถอะครับ วิวมันสวยจริง ๆ กับภูเขานับร้อยนับพันสลับสูงต่ำไปมา.. อดทนอย่าเพิ่งหลับไว้เดี๋ยวก็ถึงเลห์ พอถึงตัวเมืองแล้วเข้าที่พักค่อยไปนอนตอนนั้นเอาก็ได้ เพราะวันแรกตามหลักมนุษย์ที่รักตัวเองที่ได้เดินทางไปเลห์แทบทั้งนั้นเมื่อถึงที่พักในช่วงสาย ๆ ก็จะนอนพักเอาแรงกันทั้งนั้น เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสภาพ.. เกิดไปผลีผลามรีบเที่ยวเดี๋ยวจะพาลอดเที่ยวเอาซะง่าย ๆ ส่วนใครจะพักเยอะพักน้อยจะนอนกันกี่ชั่วโมงในวันแรกก็แล้วแต่..

…ซึ่งโดยทั่วไปก็จะถึงสนามบินเมืองเลห์กันตอนประมาณ 8 โมงเช้า รอกระเป๋าเดินออกจากสนามบินก็ตีไป 8.30 น. ใครจะเดินทางต่อแบบไหนก็แล้วแต่ อย่างคณะเรามีรถมารับก็ใช้เวลาอีก 30 นาทีเดินทางไปถึงที่พัก Sky Land Guest House [http://www.skylandguesthouse.in] ก็ตอน 9 โมงโดยประมาณจากนั้นก็นั่งพักเก็บข้าวของเข้าห้อง หาอะไรทานกันเบา ๆ แล้วก็แยกย้ายกันนอน.. เพราะไม่มีอะไรทำเนทก็วายฟายสัญญาณล่มพอดี อะไรจะลงตัวชวนนอนได้ยิ่งกว่านี้ 555 แล้วก็ตื่นกันอีกทีตอนเที่ยงกว่า ๆ มากินข้าวกลางวัน .. ซึ่งหลังจากอิ่มเต็มที่แล้วก็ถึงเวลา “นอนกันอีกรอบ” 5555 (สรุปนี่คือมาเที่ยว หรือคือมานอนกันแน่) แต่เชื่อเถอะครับว่านี่แหละคือสิ่งที่ต้องทำเพื่อความปลอดภัยของร่างกายเรา ..

…จากนั้นก็พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกทีตอนบ่ายนิด ๆ ประมาณบ่าย 3 โมงกว่าเพื่อเตรียมเดินทางลุยเมืองเลห์กันแบบเบา ๆ จัดเป็นซอฟท์โอเพนนิ่งในวันแรก ..


…Leh Market…

…ตลาดเมืองเลห์…มีอะไรมากกว่าที่คุณคิด..

…กว่าจะถึงตลาดเมื่อเราออกจากที่พักสิ่งที่ต้องเจออีกรอบ และจะต้องเจอทุกวันทุกเวลาตราบที่อยู่ที่นี่ก็คือความเบียดเสียดของถนนเล็ก ๆ แคบ ๆ ตามสภาพภูมิประเทศที่อาจจะทำให้คนที่เป็นโรคกลัวที่แคบถึงกับช๊อก หรือไม่ก็อาจจะหายขาดเลยงานนี้ก็เป็นได้ เพราะถนนหนทางนั้นมันเบียดจริง ๆ บางจังหวะรถสวนกันคาดคะเนด้วยตาไม่น่าจะสวนกันได้ แต่พอรถมาใกล้กันปุ๊บจะมีมายากลทำให้รถเล็กลงแล้วมันก็แล่นสวนกันไปได้เฉยเลย 5555 ไม่รู้คนออกแบบรถมาขนาดพอดี หรือคนคำนวณความกว้างถนนสร้างไว้พอดีกันแน่

“ตลาดเมืองเลห์” เป็นตลาดที่อาจจะเหมือนกับที่อื่น ๆ แต่จะว่ามันก็ไม่เหมือนกับที่อื่น (อะไรกันแน่วะ สงสัยนอนเยอะเลยเริ่มมึน) คือทันทีที่โชเฟอร์ขับรถมาปล่อยลงที่บริเวณหน้าตลาด ผมมองเข้าไปนี่รู้สึกว่ากูต้องลงไปที่ตลาดนี้จริง ๆ หรือนี่ ทำไมมันแลดูวุ่นวายทุกสิ่งหลายอย่างมันดูล้วนปนเปเทมารวม ๆ กันโดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนของคนเดินผ่านไปผ่านมา นี่ยังไม่นับที่หยุดยืนจับกลุ่มเป็นวงเหมือนมีใครแจกของฟรีกลางตลาดยังไงยังงั้น.. แต่พอค่อย ๆ พาตัวเองสเตปก้าวทีละก้าวคล้าย ๆ พี่ตูนแต่ไม่ใช่.. เดินมาใจกลางตลาดก็ค่อย ๆ เห็นว่าที่คนเยอะเพราะนอกจากจะเป็นจุดที่มีร้านค้าขายของเยอะแยะมากมายแล้ว ก็ยังมีแกนกลางของถนนเป็นจุดนั่งเล่นพบปะพูดคุยกันของชาวเมืองอีกด้วย…

…ผู้คนในเมืองก็จะเอาของมาวางขายกันตามพื้นถนนก็มี หรือที่เป็นร้านค้าแบบจริงจังก็มี.. เมื่อเดินให้นานผ่านไปสัก 10 นาที ก็เริ่มสังเกตว่าผู้คนที่นี่หน้าตาดูไม่เหมือนคนอินเดียสักเท่าไหร่เลย ออกแนวจะไปทางชาวทิเบต หรือเนปาลมากกว่าซะด้วยซ้ำ ..คือมันผิดคาดจากที่เคยไปอินเดียมาเมื่อปีก่อน แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้อึ้ง และประหลาดใจไปกว่าก็คือ ความสะอาดของถนนในตลาด.. ลองย้อนกลับไปมองภาพบนสิ ถ้าลบผู้คนออกให้หมด นั่นเท่ากับว่าจะเหลือแต่ถนนโล่ง ๆ ไม่มีขยะเลยสักชิ้นจริง ๆ นะ..

…ไอ้วันแรก ๆ ที่มาเดินก็คิดว่าเดี๋ยวมันก็ต้องมีเลอะบ้างแหละ แต่พอมาเดินหลายวันเข้า(คือบางวันที่อยู่ตัวเมือง หรือกลับมาจากเที่ยวรอบนอกทันเวลา พอตกเย็นก็จะมาเดินเล่น) ก็ยิ่งเห็นว่าอืมมม สะอาดจริง ๆ ด้วย.. อันนี้ก็ขึ้นอยู่ที่ใครมองแหละนะจะว่าไป แต่อย่างผมกับคำว่าอินเดีย และกับเมืองที่อยู่ห่างไกลออกมาขนาดนี้ ได้เห็นพื้นที่คลีน ๆ แบบนี้บอกเลยว่าสะอาดกว่าเดินถนนข้าวสารบ้านเราซะอีก

…ร้านค้าขายของที่นี่ก็มีหลากหลายมากมายให้เลือกสรรตั้งแต่ยาหม่องกระปุกละไม่กี่บาท ไปจนถึงเสื้อผ้าเพชรพลอยราคาแพง ๆ ก็มีให้เราละลายทรัพย์ด้วยเช่นกัน… ซึ่งแน่นอนว่าเพื่อให้สมฐานะกับช่างภาพประจำทริปก็ถึงช่วงเวลาที่เราต้องแสดงศักยภาพคนไทยให้เห็นด้วยการสอยผ้าผืนสวยจากตลาดเลห์นี่แหละมาประมาณ 4-5 ผืน .. เอ่อ .. คือจริง ๆ เป็นแค่ผ้าพันคอที่เอาไว้ปิดจมูกปิดปากนี่แหละ ตกแล้วผืนนึงก็ประมาณ 20 – 30 บาทไทยเท่านั้น 555555 หาซื้อกันได้นะ.. มันอาจกันฝุ่นไม่ได้อะไรเท่าไหร่แต่มีแล้วจะรู้สึกเท่ขึ้นมาประมาณ 30% ของชีวิต


…Shanti Stupa…

…เจดีย์สันติภาพ แห่งเมืองเลห์…

…อีกหนึ่งสถานที่แนะนำสำหรับวันแรกของการเดินทางถ้าไม่เดินตลาดก็มาที่ “เจดีย์สันติภาพ (Shanti Stupa)” ก็ได้นะ เพราะหลาย ๆ คนก็เลือกทำแบบนี้กัน.. เป็นเจดีย์ที่สร้างโดยชาวญี่ปุ่นสร้างขึ้นเพื่อประกาศพระศาสนา และแสดงถึงสันติภาพแห่งโลก และได้รับการทำพิธีเปิดโดยองค์ดาไลลามะ ..เป็นเจดีย์สวย ๆ อยู่บนเนินเขาห่างจากตัวเมืองเลห์ 2 กิโลเมตร เท่านั้น.. ก็ใครอยากเดินก็เดิน ใครจะนั่งรถแล้วเดิน หรือใครจะนั่งรถให้มาจอดใกล้ ๆ เลยก็ตามสะดวก.. เมื่อเดินมาถึงด้านบนเจดีย์แล้วอาจจะแลดูโล่ง ๆ ไปสักหน่อยเพราะไม่ได้มีอะไรมาก แต่ยังไงก็ต้องมาเพราะวิวที่เห็นจากด้านบนนั้นมองลงไปสวยงามเหลือเกิน…

…ด้วยความแปลกตาที่เราไม่ค่อยได้พบเห็นภาพของเมืองลักษณะนี้ มองไปทางไหนก็สวยงามดูไม่คุ้นตาไปหมด.. ส่วนเวลาบางคนก็เลือกมาตอนเช้าก็มี แต่ยามเย็นก็สวยอยู่ไม่แพ้กัน อย่างในภาพนี่ก็ประมาณ 4 – 5 โมงเย็น ท้องฟ้าก็สวยงามกำลังคั่วสีฟ้าได้ที่ .. เห็นเมืองเห็นหุบเขาเห็นต้นไม้ก็เพลิน ๆ จินตนาการไปเหมือนรูปที่เคยเห็นในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง ๆ มันคงจะงามแท้หนอ…

…วันแรกใครที่มาที่นี่ผมว่าเดินไปเดินมาก็อาจจะเริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายแสดงให้เห็น ก็ไม่ต้องรีบหรอก.. ค่อย ๆ เดินไป เหนื่อยก็พัก แค่นั้นเอง.. สถานที่เปิดโล่งลมพัดไปมา ถ้าไม่ร้อนแดดก็ยังเย็นกับลมที่พัด.. ยิ่งใครมาช่วงหน้าหนาวช่วงอากาศเย็น ๆ คงยิ่งฟิน แต่ลมคงแรงก็เตรียมเสื้อผ้ากันให้ลงตัวก็เดินหามุมถ่ายรูปเล่นกันเพลิน ๆ เพราะระหว่างทางเดินถึงเจดีย์ยังมีมุมเล็ก ๆ มุมน้อย ๆ ให้เราเลือกมองเลือกถ่ายรูปเล่นกัน…

…ส่วนเวลาที่เดินทางมาเจดีย์นี้ก็มาได้ตั้งแต่เริ่มเปิดประมาณตี 5 ถึง 3 ทุ่ม ราว ๆ นั้น.. ที่สำคัญไม่ต้องเสียค่าเข้าชมสถานที่ด้วย.. โย้ว โยว


…Leh Palace…

…พระราชวัง เลห์… ยิ่งเรามีเวลามากเท่าไหร่ เรายิ่งซึมซับสิ่งตรงหน้าได้ละเอียดยิ่งขึ้น…

…พระราชวังเลห์ เป็นพระราชวังที่ตั้งอยู่บนเนินเขา(อีกแล้ว) และนี่ก็เป็นอีกที่ที่ต้องมา คือถึงไม่อยากมาก็ต้องมาเพราะที่ตัวเมืองเลห์จะมีไฮไลท์สำคัญ ๆ ก็ประมาณนี้.. ตัวพระราชวังสำหรับใครที่อินกับแนวสถาปัตยกรรมแบบนี้ก็คงชอบประทับใจ แต่สำหรับใครที่เฉย ๆ (อย่างผม) ก็ไม่ได้รู้สึกว่าไม่ควรมานะ เพราะพอมาจริง ๆ เรามายืนบนนี้ เมื่อเรามองออกไปมันก็คือวิวเมืองเลห์สวย ๆ ที่เห็นไปได้ไกล ๆ มุมต่าง ๆ เพียบ.. ใครมีเลนส์เทเลก็เอามาสาดมาส่องหามุมถ่ายรูปกันได้..

…และที่สำคัญตามจุดทางเดินขึ้นมา เราก็ยังแวะถ่ายรูปเล่นตรงนั้นตรงนี้ได้อีกเพียบ.. รูปจะสวยไม่สวย เท่ไม่เท่ อันนี้ก็อยู่ที่มุมมองของเราแล้วแหละ ยิ่งมีเวลาเดินนาน ๆ ก็ยิ่งได้มุมเยอะขึ้น .. อย่างผมกลับมาเปิดดูรูปคนอื่นในเนทนี่แทบอยากกลับไปถ่ายใหม่เพิ่มจาก 50 นาทีของเรา ไปอีกสัก 2 ชั่วโมงจะได้มีรูปสวย ๆ เยอะกว่านี้.. คือการถ่ายรูปเนี่ยยิ่งเรามีเวลามากเท่าไหร่แล้วเราก็จะมีเวลาใส่ใจพิถีพิถัน และใช้เวลาไปกับการเดินหามุมสวย ๆ ได้ละเอียดขึ้น.. จะเปลี่ยนเลนส์กว้างเก็บเมืองแบบอลังการ ๆ ฟ้าสวยใส่เลนส์มุมกว้างแบบภาพด้านล่างยิ่งดูมีพลัง.. หรือจะเจาะ ๆ สักหน่อยหามุมที่สื่อถึงสถานที่เรื่องราววัฒนธรรมได้ก็จะได้อีกแบบ


…Hemis Monastery…

…วัดเฮมิส : Never Lose The Faith…

…วัดเฮมิส คืออีกที่หนึ่งสำหรับสายวัดวาอาราม .. ใครที่ชอบแนวนี้จะต้องประทับใจ (ซึ่งก็ไม่ใช่เราเองสักเท่าไหร่) ตรงข้ามกับน้องในทริปที่มาด้วยกันนี่เดินเข้าไปแล้วพอเดินออกมาชื่นชม ประทับใจให้ฟัง.. จนเราต้องเดินเข้าไปด้านในบ้าง .. เพราะมาที่นี่แล้วไฮไลท์สำหรับคนชอบแนวพุทธศาสนาหลักธรรมก็ คือการเข้าไปนมัสการพระพุทธรูปใหญ่ในอุโบสถวัด ซึ่งจะมีด้วยกัน 2 อุโบสถ.. ศิลปะด้านในอุโบสถก็จะเป็นภาพเขียนสีที่สวยงาม และมีเรื่องราวอยู่ในตัวภาพ ยิ่งหากมีผู้รู้(คนดูแลที่อยู่ที่นั่น) อธิบายให้เราฟังด้วยแล้วก็จะยิ่งเข้าใจ.. ส่วนการถ่ายรูปด้านในนั้นก็ไม่อนุญาตให้ใช้แฟลชนะเพราะจะไปสร้างความเสียหายให้กับผนังอุโบสถ

…ส่วนระยะทางจากเมืองเลห์มายังวัดเฮมิสก็ไม่ไกลสักเท่าไหร่ประมาณ 40 กว่ากิโลเมตร.. ด้วยความที่เป็นวัดเก่าแก่โบราณอายุอานามก็เบา ๆ แค่ 400 กว่าปีน่าจะได้.. จึงถือว่านี่เป็นอีกวัดหนึ่งที่มีความสำคัญของเมืองเลห์ นอกจากนี้สิ่งที่โด่งดังอีกเรื่องราวหนึ่งของวัดเฮมิสก็คือ “ระบำหน้ากากของพระลามะ” ซึ่งปกติแล้วจะจัดขึ้นในช่วงเดือนประมาณ มิถุนายน – กรกฎาคม .. ใครที่แพลนเดินทางมาช่วงนี้ก็ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมกันได้

…นอกจากฝั่งด้านอุโบสถแล้วอีกไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนวัดเฮมิสก็คือการเดินลงไปชมพิพิธภัณฑ์ Hemis Monastery ที่เป็นห้องสะสมของโบราณที่อยู่ชั้นใต้ดินครับ (ไม่เสียค่าเข้าชมด้วยนะ) ถอดรองเท้าไว้ด้านนอกให้เรียบร้อยแล้วก็เดินเข้าพิพิธภัณฑ์กันได้เลย ภายในก็มีโบราณวัตถุจำนวนมากให้เราได้ชมกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ เครื่องรางของขลัง พระพุทธรูป หน้ากากโบราณ และอื่น ๆ ที่ได้ถูกรวบรวมไว้ให้ผู้มาเยือนที่สนใจได้เห็นถึงความสวยงามของศิลปะ และเรื่องราวตั้งแต่ครั้งในอดีต.. อ้อ !!! ด้านในพิพิธภัณฑ์ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปนะครับ เดินเข้าไปชมได้อย่างเดียวฝากกระเป๋ากล้องไว้ด้านนอกได้เลย


…Thiksey Monastery…

…วัดธิคเซย์… Keep The Faith…

…มาถึงอีกหนึ่่งเรื่องราวของศิลปะ และวัดที่ควรต้องมา “วัดธิคเซย์” ที่นี่เป็นที่ประดิษฐานของพระศรีอารยะเมตรัยองค์ใหญ่ที่สุดในลาดักห์ สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงการมาเยือนขององค์ดาไลลามะองค์ที่ 14  ซึ่งแน่นอนว่านี่ก็เป็นวัดอีกหนึ่งที่ที่ผู้ที่เลื่อมใสในศาสนาจะต้องรู้สึกประทับใจ และดีใจที่ได้มาเยือนวัดแห่งนี้ เพราะเป็นวัดที่เราสามารถมานั่งปฏิบัติธรรมได้ (ถ้าได้ข้อมูลมาไม่ผิดที่นี่มีเกสท์เฮ้าส์ให้สำหรับคนที่ต้องการมาปฏิบัติธรรมที่อยากค้างที่นี่ด้วย)

…ในส่วนเรื่องที่น่าสนใจของวัดนี้ก็อย่างเช่นว่ากันว่าเป็น Mini Potala เนื่องจากผู้สร้างตั้งใจจำลองแบบมาจาก Potala Palace (พระราชวังโปตาลา) ที่ทิเบต เพียงแต่ที่นี่จะเล็กกว่า.. ดังนั้นในด้านความงดงามที่นี่จึงเป็นวัดอีกแห่งที่มีความสวยงามที่สุดในแคว้นลาดักห์เลยก็ว่าได้ กับภาพของอาคารที่ทาสีด้วยสีแดง และสีขาวไล่สีกันลงมาโดยมีพื้นที่ตั้งอยู่บนเนินเขายิ่งทำให้เกิดความสวยงามอลังการเข้าไปอีก .. นอกจากนี้สิ่งที่เราจะได้รับกลับไปเฉกเช่นเดียวกับทุกสถานที่เมื่อเดินทางขึ้นมาอยู่ที่สูง ๆ นั่นก็คือการได้เห็นทัศนียภาพแบบกว้าง ๆ มองออกไปเห็นอะไรต่าง ๆ ให้เราได้รู้สึกผ่อนคลาย และเข้าใจว่านี่คืออีกสิ่งหนึ่งของความสวยงามแห่งเมืองเลห์

…จากภาพก็จะเห็นว่าวิวมันสวยจริง ๆ เห็นแบบนี้ทั้งเลนส์วายด์ เลนส์เทเลหยิบสลับสับเปลี่ยนกันให้เพลินเลย..


…The Moonland of Ladakh…

…อยู่บนนั้น มีแค่ดาวกับฟ้า…อยู่ตรงนี้ อาจจะดีมากกว่า…

…ความพีคต่อมาที่เราจะได้พบเจอเมื่อมาเยือนเมืองเลห์ก็คือที่นี่..เค้าว่ากันว่ามันคือ “ดินแดนพระจันทร์” จะว่าที่เที่ยวก็ไม่เชิงเพราะมันคือเส้นทางผ่าน แต่เราก็สามารถหาช่วงถนนที่ปลอดภัย ๆ จอดแวะถ่ายรูปได้ หรือใครจะส่องจากไหนรถแบบผมเลยก็ได้ เพราะนี่ก็ไม่ได้ลงจากรถเลย.. คือยังไง ๆ ก็ต้องเปิดกระจกนั่งรถที่นี่อยู่แล้วก็แค่เอากล้องไว้หน้าตักวางไว้รอจังหวะดี ๆ อาจจะบอกคนขับให้ลดสปีดช้าหน่อยก็ได้ เมื่อมาถึงบริเวณนี้ จะได้เล็งเหลี่ยมกันได้ละเอียดขึ้น.. อ้อ.!!! ที่ผมชอบถนนที่นี่อีกอย่างก็คือตามข้างถนนริมถนนหากเราสังเกตเรื่อย ๆ จะมีป้ายสีเหลือง หรือสีเขียว(ภาพที่ 2 ด้านล่าง) จะมีประโยคสั้น ๆ ให้อ่านกันเท่ ๆ แต่ก็มีความหมายทุกอัน โดยจะเป็นการเล่นคำใช้คำศัพท์ให้ดูน่าสนใจ แต่ที่แน่นอนคือทุกป้ายก็จะมีความหมายที่ชัดเจน .. อ่านอัลบั้มนี้ไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวผมจะมีเอามาสลับให้ชมกันต่อไปนะ

…ว่ากันถึงเรื่องการถ่ายภาพในรถเพราะผมเองก็เป็นอีกคนที่เวลาไปไหนมาไหนก็มักชอบเก็บภาพจากมุมในรถนี่แหละ จะนั่งหน้านั่งข้างก็ได้แต่ถ้านั่งหน้าก็จะดีกว่าเพราะมันเห็นวิวด้านหน้าด้วย ด้านข้างด้วย.. ส่วนเรื่องการถ่ายภาพนั้นไม่ยากเลยเอาในกรณีวันที่ท้องฟ้าเป็นใจแจ่มใสแดดแรงว่ากันก่อนนะเอาคร่าว ๆ

  1. ระยะเลนส์ – เลือกที่เราอยากใช้จะมุมกว้าง หรือเจาะ ๆ เทเลซูมก็ได้ ส่วนการปรับค่ากล้องจะว่ากันด้วย 3 สิ่งหลัก ๆ ดังต่อไปนี้
  2. รูรับแสง – อันนี้ก็สำคัญ เทคนิคที่ผมใช้ประจำก็คือจะไม่ใช้รูรับแสงกว้างมากเพราะ ด้วยความที่รถเคลื่อนที่ตลอดเวลา โอเคว่าระนาบการโฟกัสอาจไม่เปลี่ยนแปลงมากนักแต่ระยะชัดของภาพ ความชัดของภาพอาจไม่คมเท่าที่ควร เพราะยิ่งใช้รู้รับแสงทำให้ระยะชัดของภาพนั้นน้อยลงตาม โดยทั่ว ๆ ไปผมจะเปิดรูรับแสงประมาณ f/4.5 – f/5.6 ประมาณนั้นแล้วแต่สถานการณ์
  3. สปีดชัตเตอร์ – ก็เลือกให้มันสัมพันธ์กับความเร็วรถ คือถ้ารถช้าก็ยิ่งไม่จำเป็นต้องใช้สปีดต่ำอะไรมาก แต่ถ้ารถเร็วแล้วขี้เกียจบอกคนขับให้ช้าหากกลัวคนขับหงุดหงิด เราก็ต้องเร่งสปีดชัตเตอร์ให้ไวพอที่จะจับภาพได้โดยไม่สั่นไม่ไหว หากถามว่าเท่าไหร่ถึงจะดีบอกเลยว่าไม่รู้.. เพราะมันอยู่ที่สภาพแสงขณะนั้น ๆ อย่างในภาพด้านล่างนี้ผมใช้ f/4.5 | เลนส์ 70-200 | ISO ก็ 200 | สปีดที่ถ่ายออกมาแล้วพอใจก็อยู่ที่ประมาณ 1/2000
  4. ค่าความไวแสง – ก็เป็นอีกปัจจัยโดยมากก็เลือกไว้ 100 หรือ 200 ก็ได้สำหรับค่า ISO แล้วที่เหลือเราก็ไปกำหนดตายตัวที่รูรับแสง.. จากนั้นก็เหลือแค่ปรับสปีดให้ได้ตามสภาพแสงที่เราต้องการ.. ในกรณีใช้โหมด M นะ.. ก็จะประมาณนี้

…เดี๋ยวดูรูปไปเรื่อย ๆ ก็จะมีภาพจากในรถอีกเพียบเดี๋ยวจะก๊อปปี้ย่อหน้านี้ไปแปะอีกที เผื่อใครอาจข้ามตรงนี้ไป.. ก็เอาว่าคร่าว ๆ พอ..

…ชอบภาพด้านล่างนี้มากเลยหน้าตาก้อนหินยักษ์ก้อนนี้เหมือนไดโนเสาร์กำลังนอนหมอบอยู่เลย.. 555 มโนล้วน ๆ แค่รู้สึกว่ามันใช่

…ส่วนภาพล่างก็เป็นอีกจังหวะที่เงาเมฆมาบังเหลี่ยมเขาพอดี .. สนุกดีนะนั่งรถไปแล้วเห็นวิวทิวทัศน์แปลกตาแบบนี้ มีความรู้สึกเหมือนเปิดทีวีแล้วเปลี่ยนฉากเปลี่ยนรายการไปเรื่อย ๆ .. ดังนั้นใครที่ไม่ง่วง หรือไม่ได้จำเป็นจะต้องพักสายตาอะไรมาก หากได้มาเส้น Moonland มุ่งหน้า Lamayuru Monastery ก็ถ่าง ๆ ตาไว้เถิด.. มันมีอะไรเยอะแยะตลอดทาง.. อ้อ !!! ยังมีจุดที่แม่น้ำสองสายไหลมาบรรจบกันด้วยนะ นั่นคือ “แม่น้ำสินธุ (Indus River) และแม่น้ำซันสการ์ (Zanskar River)” ไหลมาบรรจบกันเห็นเป็นสองสีเลย แต่ผมเองไม่ได้ถ่ายรูปมาหรอกสำหรับวันนั้น เพราะวันที่มาสีของน้ำนี่เข้มข้นแทบจะเป็นสีเดียวกัน .. โมโหงอน..เลยไม่หยิบกล้องขึ้นมาซะงั้น.. ไว้มาใหม่ทริปหน้า


…Lamayuru Gompa…

…วัดลามายูรู… Into the Moonland…

…หลังจากนั่งรถผ่านบริเวณ Moonland มาได้สักพักในที่สุดก็ถึง Lamayuru Gompa กันสักที.. ไม่รู้ว่าออกเสียงอย่างไร ลามายูรู / ลามะยูรุ / ละมายุรู อะไรก็ช่างเอาว่าประมาณนี้.. ตัววัดตั้งอยู่ห่างออกมาทางทิศตะวันตกจากเมืองเลห์ไปยังเมืองคาร์กิล ซึ่งหากมุ่งหน้าต่อไปก็จะเป็นเส้นทางไปสู่เมืองศรีนาการ์ .. ความสวยงามของวัดนี้ก็อยู่ที่พื้นที่ตั้งที่อยู่บนยอดเขา(อีกแล้ว) ตัววัดก็มีมุมต่าง ๆ ให้เราเดินถ่ายภาพเก็บภาพกันได้อยู่หลายมุมพอสมควร .. แต่ที่สวยงามและต้องหยุดนิ่ง ๆ เพื่อใช้เวลาเสพสิ่งตรงหน้าก็คือทัศนียภาพที่ห้อมล้อมไปด้วยหุบเขาของ Moonland นี่แหละที่ช่วยให้เห็นความแปลกตามากกว่าที่อื่น ๆ ..

…หลายวัดที่เราได้เดินทางผ่านมาก็จะมีเณรน้อย หรือไม่ก็พระที่เดินผ่านไปผ่านมาในวัด.. หากมีเวลาเหลือพอโดยมากผมก็จะเปลี่ยนเลนส์เป็นเทเลแล้วหาจังหวะดีดีเก็บภาพวิถีชีวิตประมาณนี้ เพราะมีความรู้สึกว่าได้มีภาพที่หลากหลายมากขึ้น.. ซึ่งหลายคนก็คงทำเช่นกันเพื่อให้ภาพของเรามีเรื่องราว มีอะไรที่มากไปกว่าแค่ภาพสถานที่.. ซึ่งจากนี้ไปอัลบั้มก็จะเปลี่ยนจากแนววัดวาอารามศิลปะ ไปเน้นกันที่ด้านธรรมชาติกันบ้าง..



…I Will Survive…

…หิวไหม..ทานอะไรมาหรือยัง…

…พักเบรกกันสักนิด .. ภาพนี้ภาพเดียวผมก็พยายามรวบรวมหน้าตาของอาหารที่ได้ถ่ายกลับมาเอามารวม ๆ กันให้ได้เห็นหน้าค่าตากันสักเล็กน้อยว่ามีโฉมหน้ากันอย่างไรบ้าง .. ส่วนรสชาติก็ขอเว้นไว้ให้เป็นเรื่องของแต่ละคนแล้วกัน เพราะบางคนก็อาจจะไม่ถนัด แต่บางคนก็อร่อยเหลือหลาย.. ส่วนผมเองการเดินทางครั้งนี้ก็ยังได้อาหารไทยที่นำมาโดยได้พี่ไกด์ที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมงานบริษัทที่พาลูกค้ากรุ๊ปเรามาเที่ยวจัดการเตรียมเสบียงอาหารติดกระเป๋าไปบนรถทุกมื้อ เรียกว่าขาดอะไรขาดได้แต่ขาดอาหารไม่ได้… เพราะมีอาหารอินเดียแล้วยังไงเสียก็ต้องมีอาหารไทยด้วยเพื่อให้ไม่ลืมบ้านเกิด…

…อาหารที่เตรียม ๆ กันมาก็ไม่พ้น มาม่า อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง หมูหยอง หมูแผ่น หมูฝอย น้ำพริกต่าง ๆ นานา ..ซึ่งผมมั่นใจว่าคนไทยที่มาต้องทำแบบนี้เกินครึ่งแน่นอน…

ปล. รูปซ้ายบน ..มื้อนี้โคตรพีคเพราะเป็นอาหารเกาหลี Korea in Leh Town 555 ไม่คิดว่าจะได้กินแบบนี้ที่นี่ แต่ถ้าเป็นเรื่องความจัดเต็ม Napira Travel Stylist จัดให้แน่นอน…


…Road to Nubra Valley…

…จากเคยพอใจเพียงของขวัญในกล่อง.. กลับไม่พอหาทางเอามากกว่านั้น…

…เนื่องจากรูปที่ถ่ายมาระหว่างทางมันเยอะมากภาพบางภาพก็เลยจำใจต้องตัดออกไปเหลือไว้แต่ที่พอให้ได้เห็นถึงบรรยากาศคร่าว ๆ โดยรวม ๆ ส่วนที่เหลือก็ให้ไปเจอไปลุ้นกันเอง (แต่จะว่าไปแล้วที่เอามาลงนี่ก็เยอะมากอยู่แล้วนะ 55) เส้นทางสู่ “นูบร้าวัลเล่ย์” นั้นเป็นอีกหนึ่งเส้นทางถนนที่ผมบอกเลยว่าสวยติดอันดับ 1 ใน 5 ที่ผมเคยเห็นมากับตาตัวเอง .. โปรดฟังอีกครั้งหนึ่งย้ำว่าเห็นมากับตาตัวเองนะ ดังนั้นไม่มีสถาบันใดการันตีผมการันตีในสายตาผมเองว่านี่แหละถนนที่พีคทั้งวิวทิวทัศน์ ทัศนียภาพตลอดสองฝั่ง .. และมันยิ่งตราตรึงไปอีกเพราะ “ความหฤโหดของเส้นทาง” ที่แรกเริ่มเหมือนจะดูดีเมื่อเราค่อย ๆ ออกจากตัวเมืองเลห์มาเรื่อย ๆ ทางลาดยางก็ยังดี จนผ่านมาได้สักระยะหนึ่งประมาณชั่วโมงกว่า ๆ นั่นแหละครับ ระบบก้นกบ และกระดูกเชิงกรานก็ถึงจะได้ทำงานกันอย่างเต็มที่เสียที เพราะเส้นทางต่อจากนี้ไปจะขรุขระขึ้นเรื่อย  ๆ แถมด้วยความโค้งความชันความหงิกงอตามจังหวะถนน.. เรียกได้ว่าถ้าเป็นภาษาฟุตบอลต้องบอกว่า ไซด์โป้ง ไซด์ก้อยสลับกันจนงงแน่นอน

… 2 ภาพบนนั่นคือภาพที่ถ่ายย้อนหลังกลับไปจากเส้นทางที่ผ่านมาจะเห็นว่าถนนก็ยังมีลาดยางสวยงามให้เห็นอยู่ .. ส่วน 2 ภาพด้านล่างนี้จะเห็นว่าเริ่มเป็นดินเป็นพื้นผิวขรุขระบ้างแล้ว… ไอ้ลำพังแค่เส้นทางถนนร้อยกว่ากิโลเอาจริงถือว่าไม่ไกลสักเท่าไหร่เลยนะ แต่ด้วยสภาพเส้นทางอย่างที่บอกนั่นแหละเลยทำให้กินเวลานาน .. ไหนจะบวกกับความบริสุทธิ์ของธาตุอากาศอย่างมวลฝุ่นที่เหมือนขนมาจากนอกโลกประเคนเทลงที่ลาดักห์ ปิดหน้าต่างก็ร้อน เปิดหน้าต่างก็ฝุ่น.. ก็เลือกกันไปแล้วกันว่าใครต้องการแบบไหน… แต่ที่แน่ ๆ วิวตลอดสองข้างทางถ้าไม่ง่วงนอนก็ลืมตามองหาความสวยงาม ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติกันดีกว่าครับ

…ระหว่างเส้นทางสู่นูบร้าวัลเล่ย์เราก็จะผ่านเส้นทางที่ว่ากันว่าเป็น “ถนนที่สูงที่สุดในโลก” แต่ความจริงเป็นยังไง ทุกวันนี้หลายคนหลายข้อมูลก็ยังเถียงกันไม่เลิก เพราะข้อมูลหลายแห่งบอกว่าที่นี่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 17,582 ฟุต (5,359 เมตร) แต่ที่นี่ยืนยันว่าความสูงคือ 18,379 ฟุต (5,602 เมตร) เพื่อความเป็นที่สุดของโลกเราก็เข้าใจนะว่าใครก็อยากได้อยากถูกจารึกไว้ทั้งนั้น

…แต่ความมึนงงยังไม่พอเพราะป้ายล่าสุดที่ผมไปถ่ายมาเมื่อสิงหาคม 2018 จากรูปจะเห็นว่าคือ 17,982 ฟุต… OMG !!! ตกลงมันคืออะไรกันแน่ !@#$%^*@&(*&^%$  …สรุป คุณพี่จะลงเอยกันเลขที่ความสูงเท่าไหร่ช่วยไลน์บอกอีกทีแล้วกัน .. เอาเป็นว่า ณ ตอนนี้จะเท่าไหร่ก็ปล่อยไปแต่ให้รู้ไว้ว่าที่นี่คือถนนอีกเส้นบนโลกที่ใครหลายคนใฝ่ฝันจะมาขับมาขี่กันที่นี่ เพราะตลอดระยะทางเราจะเห็นเหล่ารถมอเตอร์ไซด์นักขี่ทั้งหลายผ่านไปผ่านมาอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าเป็นสวรรค์ของนักบิดเลยก็ว่าได้

ปล. เสิร์ชหาข้อมูลไปมาไปเจอเวปนี้เข้าเค้าว่าไว้เรื่องของถนนที่สูงที่สุดในโลกลองไปอ่านดูก็ได้ครับว่าอันดับหนึ่งคือที่ไหน ส่วนที่นี่กลับไปอยู่อันดับ 7 ซะงั้น https://www.tripoto.com/trip/khardung-la-is-not-the-world-s-highest-motorable-road-not-even-highest-in-india-585c446d721b2


…North Pullu Check Point…

…แวะพักสักนิดถ่ายรูปเล่นที่จุดพัก North Pullu…

…เส้นทางที่ขับจากตัวเมืองเลห์มุ่งหน้าสู่นูบร้าวัลเล่ย์นั้นเราจะผ่านจุดพักหลัก ๆ 2 ครั้ง (แต่ก็แล้วแต่ว่าใครจะจอดตรงไหนมากกว่านั้น) ซึ่ง 2 จุดที่ว่าก็คือในจุดของ Khardung La Pass ที่เพิ่งกล่าวไปเพื่อจอดแวะไปถ่ายคู่กับป้ายเป็นที่ระลึก .. ส่วนอีกจุดหนึ่งก็คือบริเวณนี้ที่เรียกว่า “North Pullu” ก็เป็นอีกจุดที่เชื่อว่าทุกคนก็ต้องแวะ (หรือใครจะไม่แวะก็ไม่เป็นไร) คือที่น่าแวะเพราะมีร้านอาหารเผื่ออยากลงไปซื้อน้ำ หรือเดินยืดเส้นยืดสายแล้วก็ยังมีวิวสวย ๆ ข้างลำธารเห็นภูเขาลูกโต ๆ อยู่เป็นฉากหลัง.. ช่วงที่มานี่ก็ผืนหญ้าสีเขียวขจีสวยงามอยางที่เห็น ส่วนใครมาหน้าหนาวหิมะหนักก็จะขาวโพลนไปทั้งหมด


…Keep Goin’ On…

…หลังจากแวะพักถ่ายรูปสวย ๆ แล้วก็เดินทางมุ่งหน้ากันต่อไป ระหว่างทางก็ไม่มีอะไรมากนั่งอยู่ในรถก็จะมีแค่มองวิว วิว วิว และก็วิว.. ใครหลับก็ไม่อาจเห็นด้วยตา ส่วนใครตื่นก็จะเพลิน ๆ อุราหน่อย ๆ


…Diskit Monastery…

…มุ่งหน้าวัดดิสกิต…

วัดดิสกิต (Diskit Monastery) กว่าจะมาถึงตรงนี้ได้บอกเลยว่ามันสุด ๆ จริง ๆ เพราะสภาพอากาศที่ผ่านมามันแปรปรวนรวนเรยิ่งกว่าใจมนุษย์ เพราะเจอทั้งแดด ทั้งครึ้ม ทั้งเย็น ทั้งร้อน และเหมือนธรรมชาติรู้ว่าไอ้ก๊วนนี้ไม่เคยมาที่นี่มาก่อนเลยจัดเต็มให้กับพายุทะเลทรายระหว่างทางที่ผ่านมา.. กลับเข้าเรื่องวัดกันก่อนที่นี่ก็เป็นอีกวัดที่ใครมาก็จะต้องแวะมา ถึงไม่ใช่สายวัดวาก็ต้องแวะ เพราะวิวด้านบนเมื่อมองลงไปด้านล่างแล้วสวยงามมาก… จุดเด่นของหมู่บ้านดิสกิตนี่ก็อย่างที่เห็นคือ มีรูปปั้นองค์พระศรีอริยเมตตรัย ขนาด 12 เมตร นั่งตระหง่าน หันพระเนตรมองไปทางหมู่บ้านเหมือนคอยเฝ้ามองคุ้มครองคนในหมู่บ้านในหุบเขาแห่งนี้..


…Ride to Sandstorm…

…ขี่พายุทะลุฟ้า ถึงสักทีนูบร้าวัลเล่ย์…

…นี่ไงครับภาพของพายุทรายที่พัดผ่านรถเรา คือรถก็มุ่งหน้าตรงไปเรื่อย ๆ ตามทาง ลมแรง ๆ ก็พัดเอาทรายสาดเข้ามาที่ตัวรถ ปิดกระจกแทบไม่ทัน.. ที่เห็นในภาพแรกบรรยากาศก็ชวนอึมครึมมองไปข้างหน้าไม่เห็นทางลมก็พัดแรงมากแต่ด้วยความอยากเท่ก็มีแอบคิดแวบนึงว่าถ้าได้จอดรถแล้วไปยืนกลางถนนคนเท่ไม่น้อย แต่ชั่วขณะจิตสมองฝั่งใช้สติก็บอกว่าใจเย็นนะโยม ถนนยิ่งมองไม่เห็นทางเกิดฝั่งนั้นซัดมาเหมือนกันคราวนี้อาจได้อยู่ที่ถนนนี้ตลอดไป… สุดท้ายก็ถ่ายเอาแค่ในรถแค่นี้พอ…

…ส่วน 2 ภาพล่างก็คือวิวสวย ๆ จากด้านบนวัดดิสกิต ถ้าอากาศดี ๆ ใส ๆ เคลียร์ ๆ ก็คงจะเห็นอะไรที่สวยใสกว่านี้ แต่ด้วยสภาพอากาศแบบนี้ได้เห็นภาพแบบนี้ก็ถือว่าโอเคนะแปลกตาดี.. ปลอบใจตัวเองกันไป


…Sleep Here at Hunder Eco Villa…

…คืนนี้เธอจงนอนด้วยใจเป็นสุข..

…ที่นูบร้าวัลเล่ย์ก็มีที่พักให้เลือกกันนะครับใครอยากนอนที่ไหนแบบไหน ส่วน Napira Travel Stylist บ.ที่พาลูกค้ามาเที่ยวนั้นจัดการเลือกที่นี่ให้ http://hunderecovilla.com/ บอกเลยว่าห้องกว้างนอนสบาย น้ำแรง ส่วนวายฟายน่ะหรอ หึหึหึ … เป็นกันทั้งลาดักห์เลยหรือไง 5555 คือนึกจะมาก็มา นึกจะหายก็หายเหมือนสายลมที่เราคาดเดาอะไรไม่ได้ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น

…วันที่เดินทางมาอากาศก็ครึ้ม ๆ ชุ่มฉ่ำเย็น ภาพก็เลยเป็นอย่างที่เห็นในช่วงเช้า.. หมอกปกคลุมหุบเขาที่ล้อมรอบที่พักเราอยู่.. เรี่ยมเร้เรไร..อะไรจะปานนั้น.. บางทีการได้อยู่ใกล้ ๆ ธรรมชาติมันก็ผิดหวังสมหวังแบบนี้แหละ ผิดหวังทีนี่แทบร้องไห้แต่สมหวังเมื่อไหร่ก็เบิกบานฤทัยไปแสนนาน

ปล. ภาพทางช้างเผือกรูปที่ 2 ไม่ได้ถ่ายที่นี่นะ นั่นที่ดาดฟ้าที่พักในตัวเมืองเลห์ แต่เอามาประกอบให้ดูเข้ากัน 555


…Hunder Sand Dune…

…แต่อยู่ตรงนี้…นานกว่านี้จะได้ไหม..

…จากที่พักเราใกล้ ๆ กับ “ทะเลทรายฮุนเดอร์” ซึ่งความจริงแล้วไฮไลท์เมื่อมาถึงนี่ก็คือการขี่อูฐสร้างฟิวล์บรรยากาศทะเลทรายท่ามกลางแดดแรง ๆ แต่ .. แต่ .. แต่ทำไมธรรมชาติต้องกลั่นแล้ง.. ย้อนกลับไปวันเมื่อวานที่เดินทางมาถึงเรามาไม่ทันเพราะเส้นทางที่มาดันมีขบวนรถทหารเกือบ 50 คัน แล่นมาพร้อม ๆ กันด้วยระหว่างทางเลยทำให้รถติด ไหนจะทางก่อสร้างสารพัด.. พอมาถึงที่ให้ขี่อูฐก็ปิดไปแล้ว.. ครั้นตื่นเช้ามาวันนี้ก็ต้องรีบกลับอีกเพราะกว่าบริการขี่อูฐจะเปิดก็สาย .. สุดท้ายก็ได้แต่ยินยอมอดทนยอมรับไป…

…แต่ไม่เป็นไรไม่ได้ขี่อูฐก็ช่างมัน ทะเลทรายยังอยู่..ถ่ายรูปเล่นแถวนี้ก็ได้ซึ่งบริเวณนี้ก็มีมุมสวย ๆ ให้เห็นกันอยู่กับฝั่งที่เห็นเนินทรายเล็ก ๆ ที่มีฝั่งตรงข้ามคือลำธารเล็ก ๆ และภูเขาลูกใหญ่ ๆ …

…มีทั้งรถ ทั้งลา ทั้งม้า ทราย ภูเขา นี่ถ้าแดดออกด้วยคงจะดีกว่านี้.. จริง ๆ ผมว่าแถวนี้ก็มีอะไรให้เลือกถ่ายรูปเยอะดีนะ ถ้าแดดออกและมีเวลาเยอะ ๆ ก็คงได้รูปแถวอูฐเดินเรียงรายสวยงาม.. เสียดายที่ทุกอย่างไม่ลงตัวก็เลยได้มาเพียงเท่านี้

ปล. ฝากไว้นิดสำหรับกิจกรรมขี่อูฐที่ผมพอหาข้อมูลมาได้ราคาก็จะประมาณนี้ คือ จะมีให้เลือก 2 แพ็คเกจ 15 นาที  (200 รูปี) และแบบ 30 นาที  (300 รูปี) แต่ราคาก็อาจมีเปลี่ยนแปลงได้มั้งนะ ใครมาก็ลองเช็ค ๆ ดู


…Bye Bye Nubra Valley…

…อยู่นาน ๆ ได้ไหม.. นาน ๆ จะได้มาสักที..

…หลังจากถ่ายรูปเล่นกันได้ประมาณ 40 นาทีก็ถึงเวลาเดินทางกลับสู่เมืองเลห์อีกครั้ง เส้นทางที่ใช้ก็คือเส้นทางเดียวกันกับที่ขามาเมื่อวาน.. แต่วันนี้เราออกเร็วหน่อยเพราะว่ากลัวจะเจอกองทัพรถทหารเหมือนเมื่อวานเข้าอีกเจอไปที 20-30 คัน เอาเวลาชีวิตไปเกินครึ่งเลยสำหรับวันเมื่อวาน… เส้นทางเดิมครับอย่างที่บอกแต่คราวนี้จากที่นั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ก็จะได้เห็นวิวอีกฝั่งสลับกันก็จะได้รูปไม่เหมือนเดิม..

…บรรยากาศระหว่างทางก็อย่างที่เห็นกัน.. ก็จะมีแต่หิน แต่ดิน แต่ภูเขา แล้วก็อะไรเดิม ๆ ที่เริ่มจะชินตาแล้ว.. แต่ไอ้ความชินนี่แหละที่ทำให้เรายิ่งอินยิ่งรู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ… สิ่งเหล่านี้แล้วแต่คนนะบางคนมองว่า.. อืมมม สวยดี แปลกตาดี ดีใจที่ได้มาแล้วก็จบ.. แต่หากจะอินเนอร์มาหน่อยก็จะประมาณว่ามันคือช่วงเวลาสั้น ๆ ของชีวิตที่มีไม่กี่วันหรอกที่เราจะได้อยู่ท่ามกลางอะไรที่ยิ่งใหญ่แบบนี้…


…Same Way not Same View…

…โลกเราดูช่างกว้างใหญ่…ท้องฟ้าดูช่างกว้างไกล…

…หากว่าเส้นทางมุ่งหน้าสู่นูบร้าวัลเล่ย์คือความหลากหลายทางทัศนียภาพแล้ว.. ขอบอกเลยว่าเส้นทางมุ่งหน้าสู่ทะเลสาบปันกองที่จะได้เห็นต่อไปก็ไม่แพ้กัน..

…ความสุขในการเดินทางของใครบางคนเริ่มต้นตั้งแต่วางแผนจนถึงจัดกระเป๋า แต่มันจะอิ่มและรู้สึกได้รับอย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อเราได้พบเจอกับสิ่งนั้นเข้าจริง ๆ.. นั่นแหละรวม ๆ แล้วผมเรียกว่า “การเดินทาง”…


…Quotes from the Roads…

…ถ่ายป้ายข้างทางมาประมาณ 30 กว่าอัน จะเป็นป้ายที่ใช้ภาษาไม่ยากแต่แปลออกมาให้เข้าใจกันได้ง่าย ๆ และเท่.. มีอยู่หลายป้ายเลยก็อาจมีซ้ำกันบ้าง แต่แน่นอนว่าวิวตามทางนั้นไม่ซ้ำแน่นอน.. ใครที่เดินทางมาลาดักห์ ไม่ว่าจะไปถนนหากช่างสังเกต และอยากเพลิน ๆ กับการนั่งรถให้สนุกมากขึ้นก็ดูป้ายเหล่านี้ก็ช่วยให้เพลินได้นะ..

…ส่วนนี่คัดมาแค่ 3 ภาพที่ถ่ายให้เห็นตัวรถด้านในด้วย เพื่อให้เห็นฟิวล์ของการเดินทางมากขึ้น…


…Road to Pangong Lake…

…ออกไปมองฟ้าที่มันสดใส.. ให้ตาของเธอสว่าง…

…จุดมุ่งหมายปลายทางฝันของทุกคนที่เดินทางมาแคว้นลาดักห์ เชื่อเลยว่าต้องมี “ทะเลสาบปันกอง” รวมอยู่ในลิสท์แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก… เส้นทางจากเมืองเลห์มุ่งหน้าทะเลสาบอาจจะแค่ร้อยกว่ากิโลเมตร อาจจะตีระยะทางเริ่มจากกรุงเทพไปยังไม่ถึงพัทยาซะด้วยซ้ำ แต่ด้วยเส้นทางอันหฤโหดแทบจะไม่ต่างจากทางไปนูบร้าวัลเล่ย์ เราออกเดินทางกันตั้งแต่ 7 โมงเช้า รวมเวลาแวะพักจอดโอ้เอ้สารพัดก็ถึงประมาณ 11.30 น. ถึงจะได้เห็นทะเลสาบปันกองอย่างที่ฝันไว้


…Outside Window…

…ออกไปตามที่ใจเธอคิด..ออกไปตามชีวิตที่ทำหล่นหาย..

…ทริปนี้เฉลี่ยภาพถ่ายออกมาส่วนใหญ่ก็มีไม่น้อยที่เป็นภาพวิวจากในตัวรถมองออกไปนอกหน้าต่าง เพราะวัน ๆ นึงแล่นกันทีขาไป 4 ชั่วโมงอย่างต่ำ ขากลับอีกก็บวกไปอีก.. แต่ถึงจะเป็นภาพลักษณะเดิม ๆ แต่ที่ไม่เหมือนเดิมก็คือวิวทิวทัศน์ที่พอเปลี่ยนเส้นทางเปลี่ยนจุดหมายปลายทาง เอาแค่หันซ้ายหันขวาสิ่งที่ได้รับก็ไม่เหมือนกันแล้ว


…On the Beautiful Road…

…อยู่ที่จุดหมาย นัดกันที่ปลายฝัน…ทางดี ๆ สร้างให้มีวัน..ที่ฝันมีอยู่จริง…

…เส้นทางมุ่งหน้าผ่านไปทีละเมตรสองเมตรเป็นกิโลเมตร และเป็นสิบกิโลเมตร.. ทุกคนในคณะก็เริ่มชินชากับการกระแทกระหว่างพื้นถนนและล้อรถ รวมไปถึงสปซที่ว่างระหว่างเบาะ และก้นกบเราที่ต่อเนื่องเรื่อย ๆ ด้วยจังหวะช้า ๆ แต่ว่ามั่นคง… บางช่วงก็ดีบางช่วงก็เด้งดึ๋ง แต่ที่สะท้านตรึงใจมากกว่าก็คือวิวสองข้างทางนี่แหละ


…More Than a Gift…

…เจอจิ้งจอก และตัวมาร์ม็อตด้วย.. ดีใจชิบ…

…ถ้าพูดถึงคำว่าของขวัญย่อมเป็นอะไรที่สวยงามมีความหมายจะเล็กจะน้อยจะใหญ่จะหนักไม่ใช่เรื่องสำคัญ..หากผู้ให้เต็มใจ และผู้รับยินดีทุกอย่างย่อมลงตัว.. แต่ถ้าเป็นของขวัญที่ผู้ให้ก็ไม่รู้ว่าเต็มใจจะให้หรือเปล่า แต่ผู้รับเกิดได้รับซะงั้นมันก็น่าจะดีอยู่นะ 555 อย่างในทริปนี้ระหว่างที่นั่งอยู่หน้ารถข้างคนขับ ไอ้เราก็เหม่อมองไปเรื่อย ๆ ทั้งวิว ภูเขา ทั้งป้ายข้างทาง จนอยู่ดีดีคนขับรถก็ตะโกนขึ้นมาเสียงดัง ๆ ว่า “ฟ๊อกซ์ ฟ๊อกซ์ ฟ๊อกซ์” แล้วก็ชี้มือไปข้างหน้ารถ…

…ก็ต้องบอกว่าเป็นโชคดีมาก ๆ ที่ใส่เลนส์เทเลอยู่พอดี ไม่รอช้ากดไม่ยั้ง.. ได้ภาพมาที่พอใช้งานได้อยู่ 3 ใบ และนี่คือ 1 ใบที่ดีที่สุด เพราะใบอื่นเห็นไม่ชัดเท่านี้.. ใจจริงก็แอบเสียดายนะ ถ้าได้จังหวะเจ้าจิ้งจอกยืนนิ่ง ๆ คงเท่มากซึ่งคงเป็นไปไม่ได้.. แต่ก็ดีใจที่ได้เห็นกับตาตัวเองเห็นตัวเป็น ๆ กระโดดเหยง ๆ ๆ ๆ ก่อนจะโดดหลบลงหน้าผาไป…

…ส่วนตัวนี้ชื่อ “มาร์มอต : Marmot “ เป็นสัตว์ในตระกูลกระรอก แต่เป็นกระรอกแบบ King Size 555 คือเป็นกระรอกขนาดใหญ่.. ถ้าใครไม่รู้จะหาเจ้ามาร์มอตได้ที่ไหนผมมีวิธี คือให้เราคาดคั้นจากคนขับว่าเราอยากเห็นเจ้าตัวนี้ให้พาไปหน่อย .. ซึ่งเอาจริง ๆ ทางผ่านไปยังไงก็ต้องผ่านเส้นที่มาร์มอตอยู่กันหลายตัว แต่ก็มีนะบางคนก็ไม่ได้แวะจอดถ่ายรูป หรือไม่ได้สนใจอะไร แต่ผมว่ามันน่ารักดีแม้จะมีข่าวว่าเจ้านี่ก็มีส่วนของสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรคด้วย .. รูปร่างมันจะตัวป้อม ๆ น่ารัก น่ากอดมาก 5555 นักท่องเที่ยวที่ขับผ่านโดยมากก็จะแวะไปถ่ายรูปเจ้านี่กัน .. บางตัวก็กลัวคนบางตัวก็ไม่กลัว คือเราสามารถย่อง ๆ เดินเข้าไปช้า ๆ ถ้าไม่ได้ให้ตกใจมาก ก็จะได้ทำภาพนิ่ง ๆ แบบนี้แหละ… แต่บางคนทำตกใจมันก็จะวิ่งหนีดุ๊ก ๆ ๆ ลงรูไป แล้วไม่รู้หรอกว่าเมื่อไหร่มันจะโผล่มาอีกก็นอนรอกันไปใครที่อดทน..

ปล. สำหรับใครที่เดินทางมาหน้าหนาวอาจจะไม่ได้เห็นนะเพราะว่าเป็นช่วงฤดูจำศีล เจ้ามาร์มอตก็หนีหนาวหลบอยู่ในรูใต้ดินนั่นแหละ ไม่ต้องไปขุดนะ.. กลับมาใหม่หน้าร้อนง่ายกว่า


…Different Everyday…

…อยากให้เธอมาเห็นด้วยกัน.. อยากแบ่งปันความสวยในใจ…

…ว่ากันซ้ำอีกสักรอบเผื่อใครไม่ทันอ่านเรื่องการถ่ายภาพวิวระหว่างทางในขณะที่เราอยู่ในรถยังไงให้ได้ออกมาสวย ๆ

…จะนั่งหน้านั่งข้างก็ได้แต่ถ้านั่งหน้าก็จะดีกว่าเพราะมันเห็นวิวด้านหน้าด้วย ด้านข้างด้วย.. ส่วนเรื่องการถ่ายภาพนั้นไม่ยากเลยเอาในกรณีวันที่ท้องฟ้าเป็นใจแจ่มใสแดดแรงว่ากันก่อนนะเอาคร่าว ๆ

  1. ระยะเลนส์ – เลือกที่เราอยากใช้จะมุมกว้าง หรือเจาะ ๆ เทเลซูมก็ได้ ส่วนการปรับค่ากล้องจะว่ากันด้วย 3 สิ่งหลัก ๆ ดังต่อไปนี้
  2. รูรับแสง – อันนี้ก็สำคัญ เทคนิคที่ผมใช้ประจำก็คือจะไม่ใช้รูรับแสงกว้างมากเพราะ ด้วยความที่รถเคลื่อนที่ตลอดเวลา โอเคว่าระนาบการโฟกัสอาจไม่เปลี่ยนแปลงมากนักแต่ระยะชัดของภาพ ความชัดของภาพอาจไม่คมเท่าที่ควร เพราะยิ่งใช้รู้รับแสงทำให้ระยะชัดของภาพนั้นน้อยลงตาม โดยทั่ว ๆ ไปผมจะเปิดรูรับแสงประมาณ f/4.5 – f/5.6 ประมาณนั้นแล้วแต่สถานการณ์
  3. สปีดชัตเตอร์ – ก็เลือกให้มันสัมพันธ์กับความเร็วรถ คือถ้ารถช้าก็ยิ่งไม่จำเป็นต้องใช้สปีดต่ำอะไรมาก แต่ถ้ารถเร็วแล้วขี้เกียจบอกคนขับให้ช้าหากกลัวคนขับหงุดหงิด เราก็ต้องเร่งสปีดชัตเตอร์ให้ไวพอที่จะจับภาพได้โดยไม่สั่นไม่ไหว หากถามว่าเท่าไหร่ถึงจะดีบอกเลยว่าไม่รู้.. เพราะมันอยู่ที่สภาพแสงขณะนั้น ๆ อย่างในภาพด้านล่างนี้ผมใช้ f/4.5 | เลนส์ 70-200 | ISO ก็ 200 | สปีดที่ถ่ายออกมาแล้วพอใจก็อยู่ที่ประมาณ 1/2000
  4. ค่าความไวแสง – ก็เป็นอีกปัจจัยโดยมากก็เลือกไว้ 100 หรือ 200 ก็ได้สำหรับค่า ISO แล้วที่เหลือเราก็ไปกำหนดตายตัวที่รูรับแสง.. จากนั้นก็เหลือแค่ปรับสปีดให้ได้ตามสภาพแสงที่เราต้องการ.. ในกรณีใช้โหมด M นะ.. ก็จะประมาณนี้


…Animals are Beautiful People…

…สัตว์โลกผู้น่ารัก…

…นอกจากจะได้เจอจิ้งจอกแบบบังเอิญ ๆ ฟลุ๊ก ๆ แล้วก็ยังเจอเจ้ามาร์มอตที่ข้างทางอีก.. เท่านั้นไม่พอยังพบกับเหล่าฝูงจามรีที่กำลังเพลินกับการเล็มหญ้าริมลำธารข้างถนน (ดูแว่บ ๆ คิดถึงพวกสารคดีหมีกริซลี่เดินอยู่ตามริมหนองน้ำที่อลาสก้าเลย 555) มโนไปนั่น… อ้อ !!! มีช๊อตนึงจากภาพแรกผมชอบมาก คือเหล่าฝูงจามรีคงเดินเพลิน ๆ ริมถนนนั่นแหละแล้วเจอรถยนต์แล่นมาเท่านั้นแหละอยู่ดีดีฝูงจามรีก็วิ่งตีโค้งมาทางหน้ารถเราพอดี.. สรุป ภาพแรกนี้ได้โชคช่วยมาเต็ม ๆ …

…ส่วนสัตว์ต่าง ๆ ที่เราได้เจอ และสามารถเห็นได้เรื่อย ๆ ตามข้างทางก็จะเป็นพวกม้า วัว ลาก็มีนะ.. เอาเป็นว่าจะมีแค่มาร์มอต และจามรีเท่านั้นแหละที่จะอยู่บนพื้นที่ของเค้าค่อนข้างตายตัว .. ใครมาก็ขอให้ได้เจอกันครบ ๆ เก็บภาพกันได้สวย ๆ กลับไปแล้วกันนะ


…Long Road to the Paradise…

…อีกไกลแค่ไหนจนกว่าฉันจะใกล้.. บอกที…

…นั่งรถไปเรื่อย ๆ ก็ให้คิดอะไรได้เรื่อยเปื่อย อารมณ์ด้านหนึ่งก็รู้สึกว่านั่งรถมาก็นานมากแล้วนะทำไมยังไม่ถึงที่หมายสักที.. อีกใจหนึ่งก็รู้สึกว่าเส้นทางนี้มันมีอะไรที่หลากหลาย และมหัศจรรย์เกินกว่าที่คิดไว้จริง ๆ เพราะก่อนมาก็หาอ่านแล้วก็ฟังจากคนที่เคยมาทุกคนก็บอกว่าวิวสวยมากตลอดสองข้างทาง.. จนได้มาเห็นอีกนี่แหละบางช๊อตเหมือนภาพสามมิติยังไงยังงั้น มองออกไปไกล ๆ กว้าง ๆ เห็นเวิ้งว้างเห็นหุบเขาแล้วรู้เลยว่าตัวเรานี่มันเหลือตัวน้อยนิดจริง ๆ หากเทียบกับโลกใบนี้…


…Final Destination…

…กว่าจะเจอ.. หัวใจก็จวนจะร้าวราน.. กว่าจะได้เจอ.. ก็เพ้อก็คอยอยู่นาน..

“Pangong Lake : ทะเลสาบปันกอง” เป็นทะเลสาบที่มีปริมาณของเกลือมากกว่าน้ำจืดทั่วไป แต่ไม่มากเท่าน้ำทะเล .. จากข้อมูลที่ทะเลสาบแห่งนี้เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่ความสูง 4,350 เมตร (14,270 ฟุต จากระดับน้ำทะเล) สีผืนน้ำของทะเลสาบปันกองเป็นสีฟ้าสวยงามมาก เคยเห็นจากในภาพสวยแค่ไหนของจริงเอาแค่พอเริ่มพ้นแนวเหลี่ยมหุบเขาแล้ววินาทีแรกที่เห็นบึงน้ำสีฟ้าขนาดใหญ่อยู่ลิบไกลออกไปตรงหน้าบอกเลยว่าตื่นเต้นมาก ..

…ภาพที่เคยเห็นจากในอินเตอร์เนทมันเทียบไม่ได้เลยกับวินาทีนี้ที่เราเข้าใกล้ตัวทะเลสาบเข้าไปทุกขณะ.. 5555


…Heaven on Earth : Pangong Lake…

…มองไปไกลก็เจอฟ้า.. แต่ดูกว้างกว่า.. ต่างจากวันนั้นที่เคยเห็น..

…ถ้าความสุขคือการที่เราได้อยู่ในที่ไหนก็ได้ที่เราต้องการแล้วอยู่ด้วยหัวใจที่เบิกบาน ร่างกายเบาสบายด้วยบรรยากาศโดยรอบ ท่ามกลางความสบายใจทั้งหมดทั้งมวลที่ไม่มีความกังวลใด ๆ เจือปน.. ที่นี่แหละคืออีกที่ที่จะทำให้เรารู้สึกได้ถึงขนาดนั้น..

…ท้องฟ้าสีฟ้า ผืนน้ำก็สีฟ้า เบื้องหน้าคือคลื่นเล็ก ๆ ที่พัดไปมาตามกระแสลม ระยิบระยับด้วยจังหวะแสงที่ตกกระทบน้ำสาดส่องไปมา.. จะมีวันดีดีอย่างนี้ในชีวิตสักกี่วัน

…เวลาของคณะเรากับที่ทะเลสาบปันกองดูเหมือนจะน้อยมาก เพราะต้องเผื่อเวลาเดินทางขากลับตัวเมืองเลห์ด้วย.. เป็นที่น่าเสียดายที่เราไม่ได้ค้างที่นี่ แต่ขอแนะนำเลยว่าใครที่มีโอกาสเดินทางมาถึงที่นี่แล้วมีเวลามากพอ ควรเลือกที่จะค้างให้ได้เพราะเราคงจะได้อิ่มเอมไปกับแสงอาทิตย์ตั้งแต่เช้าไปจนถึงอาทิตย์ลับหายไปกับน่านฟ้า.. ปล่อยเวลาให้ค่อย ๆ ไหลไปไม่ต้องเร่งรีบ..


…Like a Blue World…

…นี่ก็ฟ้า.. โน่นก็ฟ้า.. นั่นก็ฟ้า.. ทุก ๆ ที่ก็ฟ้า ฟ้า ฟ้า…

…การได้มาถึงที่ทะเลสาบปันกองนั้นถือว่าพีคมากแล้ว แต่หากการได้มาค้างที่นี่สักคืนน่าจะทำให้พีคได้มากกว่า .. จากที่ใช้ประสบการณ์จินตนาการดูว่าทิศทางแสง และตำแหน่งดวงอาทิตย์จะทำให้เราได้ภาพที่ต่างกันไปเรื่อย ๆ ตามเวลา ซึ่งนั่นหมายถึงเราต้องมีเวลามากพอที่จะเดินหามุมสวย ๆ ใช้เวลากับสิ่งตรงหน้าอย่างปราณีตเพื่อเก็บทุกอย่างไว้ในความทรงจำให้ดีที่สุด…

…แม้ว่าจากที่หาอ่านมาหลายคนจะบอกว่าการจะค้างที่นี่นั้นอาจจะลำบากสักหน่อยเพราะที่พักไม่มีเครื่องทำความร้อน ไม่มีน้ำอุ่น ดังนั้นหากมาฤดูหนาวคงต้องอึด และเตรียมตัวมาให้ดีจริง ๆ เอาง่าย ๆ ถ้าหน้าหนาวที่หิมหกคลุมเทือกเขา ผืนทะเลสาบแห่งนี้ก็พร้อมจะกลายเป็นธารน้ำแข็งไปได้ง่าย ๆ ก็อาจจะทำให้ได้ภาพอีกแบบไป… แต่จะอย่างไรเสียทะเลสาบปันกองนี่ก็คือโคตรไฮไลท์ที่ไม่ว่ายังไงก็ต้องมาให้ได้ ..


…And I Think to Myself… What a Wonderful World…

…เปลี่ยนจากความฝันมาเป็นเรื่องจริง .. จากสิ่งที่เคยรู้แต่ในนิยาย..จุดหมายของการตามหาสิ้นสุด..เสียที

…สิ้นสุดแล้วครับกับทริปการเดินทางสู่อีกหนึ่งความมหัศจรรย์ของทัศนียภาพบนโลกกลม ๆ ใบนี้ .. อย่างที่บอกไปว่าทริปนี้ผมเดินทางร่วมกับ บ. Napira Travel Stylist บริษัทท่องเที่ยวที่พร้อมจะออกแบบแพลนการเดินทางให้กับลูกค้าที่อาจจะไม่มีข้อมูลมากพอ หรือให้ช่วยเหลือในด้านข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งพาผู้ร่วมทริปเดินทางไปยังสถานที่สวย ๆ โดยครั้งนี้ผมเองก็มาในฐานะช่างภาพประจำทริปเก็บภาพทั้งวิวทิวทัศน์ บรรยากาศการเดินทาง และภาพลูกค้าที่เดินทางมาด้วยกันทั้งหมด 6 คน รวมพี่ไกด์ และทีมงานวิดีโออีกหนึ่งคน…..เป็นอีกหนึ่งการเดินทางที่ตัวผมยกให้ติดอันดับให้อยู่ในหน้าแรก ๆ ของบันทึกการเดินทางส่วนตัวผมเลยก็ว่าได้ …เพราะหลายอย่างที่นี่มันเกินคาดจริง ๆ แม้หลายอย่างอาจแลดูลำบาก อาจดูเหนื่อย แต่ถ้าสิ่งที่ได้เจอมันจะคุ้มมากมาย และมีความหมายขนาดนี้.. ให้กลับมาอีกก็จะมานะ แต่อยากมาแบบนาน ๆ ไม่ต้องรีบเร่งอะไร ปล่อยให้ตัวเราเดินไปช้า ๆ ไม่ต้องแข่งกับเข็มนาฬิกาบนหน้าปัด…

การเดินทางจะมีค่า การได้ไปถึงยิ่งมีความหมาย และจะสมบูรณ์แบบเมื่อทุกอย่างล้วนลงตัว และปลอดภัย.. ส่วนความสุขน่ะหรอ..จะของใครก็ของมัน.. หากยังไม่พอก็ออกเดินทางค้นหากันต่อไปนะ.. เจอกันใหม่กับรีวิวอัลบั้มภาพสวย ๆ ข้อมูลน้อย ๆ บ่นเยอะ ๆ ตามแบบฉบับฟอร์ซ่านุนี่แหละ…

ปล. หากใครชอบอัลบั้มนี้ฝากกดไลก์ให้ที่หน้าเพจ “เที่ยวผ่านเลนส์” กันด้วยน้าาาา .. ขอบคุณคร้าบบ www.facebook.com/forzanufoto

♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦

Facebook Comments
Please follow and like us:
20