🇮🇹 NORTHERN ITALY : SUMMER IN DOLOMITES 🇮🇹

…อิตาลี ดินแดนแห่งศิลปะ ประวัติศาสตร์ แฟชั่น หรือสุดแท้แต่ตามที่แต่ละคนจะนึกกันได้ ความสวยงามของประเทศนี้เป็นที่รู้จักกันดีไปทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่ารวมไปถึงเรื่องราวของธรรมชาติอันหลากหลายด้วย และนี่คืออีกหนึ่งความงดงามของประเทศอิตาลีที่เราจะได้เห็น และสัมผัสถึงความสวยงามอลังการของธรรมชาติกันที่เขต “เทือกเขาโดโลไมท์ (Dolomite)” ซึ่งพื้นที่ตรงนี้ทางองค์กรยูเนสโกได้รับรองให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติเพียงหนึ่งเดียวของประเทศอิตาลีด้วย และด้วยสภาพพื้นที่ของโดโลไมท์นั้นมีพื้นที่เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์ที่พาดผ่านตอนเหนือของประเทศอิตาลี ก็ยังส่งผลให้พื้นที่ภูมิภาคนี้ส่วนใหญ่จะมีสภาพอากาศที่เย็นสบายเกือบตลอดทั้งปี เรียกว่าเป็นภูมิภาคที่เหมาะสมแก่การท่องเที่ยวในทุกฤดูโดยเฉพาะกับอย่างเราคนไทย (เอาง่าย ๆ ผมเดินทางมาที่นี่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2018 ซึ่งที่อิตาลีนั้นอยู่ในช่วงหน้าร้อนพอดิบพอดี ผมไปด้วยกันหลายเมืองไล่ลงไปตั้งแต่ Bologna – Florence – Siena – Napoli – Amalfi Coast(Capri – Sorrento – Positano) – Rome บอกเลยว่าทุกที่ที่ไปนี่แดดจัดจ้านมาก จะมีแค่ที่นี่ที่เดียวที่อากาศเย็นสบายแบบไม่อยากไปไหนเลยจริง ๆ 5555)

…กลับมาเข้าเรื่องกันต่อถึงเทือกเขาโดโลไมท์ที่นี่เป็นอีกหนึ่งการเดินทางที่ผมรู้สึกว่ามีทัศนียภาพ และวิวทิวทัศน์สวยงามมาก มองไปทางไหนก็น่าสนใจน่าถ่ายรูปไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเนินเขาเล็ก ๆ ไปจนภูเขาลูกใหญ่มหึมา รวมไปถึงความงดงามของทะเลสาบที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาที่แต่ละที่นั้นสร้างความสะท้านสะกดสายตาเราได้ทุกขณะ ซึ่งในอัลบั้มนี้ผมก็ได้โอกาสเดินทางไปก็เพราะไปทำหน้าที่ถ่ายภาพลูกค้าเที่ยวกันผมเองก็ไปตามโปรแกรมของลูกค้าโดยไปทำหน้าที่ถ่ายภาพให้กับลูกค้าเป็นหลักดังนั้นภาพที่เห็น ๆ ทั้งหมดนี้ก็อาศัยช่วงชุลมุน หรือเวลาสั้น ๆ แว๊บ ๆ ถ่ายรูปเก็บกลับมา ซึ่งอาจไม่ได้สวย หรือไม่ได้เป็นมุมที่น่าสนใจอะไรมากนักตามสภาพเวลาที่บีบบังคับแต่เชื่อว่าหลายภาพก็น่าจะกระตุ้นต่อมความสวยงามให้แก่เพื่อน ๆ ที่มาเห็นได้บ้าง.. ซึ่งสถานที่หลัก ๆ จะมีด้วยกัน 4 แห่งดังต่อไปนี้ ผมก็จะเขียนเรียงไปตามพื้นที่ตามนี้เลย

  • Alpe di Siusi : ไปยืนชมความอลังการยิ่งใหญ่ของ Sassolungo Mountain
  • Ortisei : เมืองเล็ก ๆ ในหุบเขาที่มีบรรยากาศควรค่าแก่การมานอนสักคืนก่อนหาเวลาขึ้นกระเช้าไปชมความงามของ Sassolungo Mountain
  • Tre Cime di Lavardo : ยอดเขาสามยอดที่โดดเด่นเป็นตระหง่าน อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ใครมา Dolomite ยังไงก็ต้องมาเห็น
  • Lake Misurina : ทะเลสาบที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาท่ามกลางบรรยากาศที่น่าเดินเล่น เป็นจุดแวะพักข้างทางที่มีความงามต่างกันไปตามแต่ฤดูกาล
  • Lake Braies ไข่มุกล้ำค่าแห่ง Dolomite ที่จะสะกดทุกสายตาให้แน่นิ่งไปกับทัศนียภาพตรงหน้า

• On the Way to Alpe di Siusi •

…เริ่มต้นลำดับแรกกันที่ภาพระหว่างทางก็ถ่ายเอาจากบนรถบัสนี่แหละครับ ติดเงาสะท้อนบ้าง ติดแฟลร์กระเด็นเข้ามาบ้างก็พยายามถ่ายเก็บมาให้เยอะ ๆ แม้อาจจะจอดรถนิ่ง ๆ เพื่อถ่ายรูปไม่ได้ก็ต้องอดทนฮะ .. ดังนั้นใครที่ได้เดินทางมาแล้วหากได้ขับรถเองนั้นจงรู้ไว้เลยว่าน่าอิจฉามาก เพราะมันเพลินตามากกับการได้เห็นพื้นที่กว้าง ๆ สีเขียว ๆ ไหนจะมีทั้งต้นไม้ เนินเขา บ้านคน โบสถ์ ทุกอย่างนั้นลงตัวมากยิ่งใครหากมีเวลามาก ๆ ถึงขนาดมานั่งรอแสงสวย ๆ ของวันด้วยแล้วคงจะยิ่งเหมือนอยู่บนสวรรค์เลยก็น่าจะประมาณนั้น

…ว่าแล้วก็เลิกเวิ่นเว้อชมภาพสวย ๆ ระหว่างเส้นทางมุ่งหน้าสู่ Alpe di Suisi ที่เราจะไปขึ้นกระเช้าเพื่อชมวิวอันสุดแสนยิ่งใหญ่อลังการของ Sassolungo Mountain กันต่อไป …ความสวยงามที่เราเห็นตลอดระยะเวลาที่นั่งอยู่บนรถนั้นคือถนนหนทางที่ลัดเลาะไปตามแนวเขาให้เราได้เห็นถึงบรรยากาศกว้าง ๆ ของที่อยู่อาศัยบ้านเรือนต่าง ๆ ประจวบกับเป็นช่วงสายของวัน แดดนี่เลยแรงอย่างที่เห็น แต่ก็เป็นการดีที่ทำให้มั่นใจได้ว่าท้องฟ้านั่นไร้เมฆฝนแน่นอน(ก็แน่ล่ะสิเพราะตอนที่มานี่เดือนกรกฎาคมตรงกับหน้าร้อนของทางอิตาลีเค้า) จริง ๆ เส้นทางที่แล่น ๆ มานี้ผมว่าถ้าใครที่เดินทางมาเองมีเวลามาก ๆ น่าจะได้รูปสวย ๆ กลับไปได้ไม่ยาก เพราะแต่ละมุมนั้นหากมีเวลามากขึ้นได้มาเล็งเหลี่ยมมารอแสงสวย ๆ จากตอนเช้าหรือตอนเย็นก็คงได้รูปแจ่ม ๆ กลับไปกันแน่นอน

• Ortisei : Little Town •

…และแล้วเราก็มาถึงจุดที่จะเตรียมตัวขึ้นกระเช้าเพื่อไปชมวิวสัมผัสความอลังการของ Sassolungo Mountain แต่ก่อนอื่นต้องขอแวะเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงนี้กันเสียก่อนเพราะไหน ๆ มาแล้วจะไม่แวะก็ไม่ได้ว่าแล้วก็มาเดินเล่นกันที่เมือง Ortisei .. เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่น่ารัก และมีมุมให้เราได้เดินถ่ายรูปเล่นกันได้เพลิน ๆ หลากหลายมุมเลย ส่วนเสน่ห์ของเมืองนี้ก็คงอยู่ที่สีสันอันสดใสสวยงามของสถาปัตยกรรม และบ้านเรือนรวมไปถึงมุมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเมืองนี้อีกด้วย .. เมือง Ortisei (ออร์ทิเซ่) เปรียบเหมือนเมืองพักผ่อนหรือที่เรียกกันติดปากว่าเมืองรีสอร์ทก็ว่าได้เพราะเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวมาเยี่ยมเยียนตลอดปี ไม่ว่าจะหน้าร้อน ใบไม้ผลิ ใบไม้ร่วง หรือช่วงฮิต ๆ อย่างฤดูหนาวที่บรรยากาศจะสุนทรีย์มาก…

…นอกจากสีสันบรรยากาศความน่ารักจะเป็นไฮไลท์เด่น ๆ ของเมือง Ortisei แล้วก็มียอดเขา Sassolungo นี่แหละครับที่เป็นเหมือนแลนด์มาร์คของที่นี่อีกแห่ง และด้วยพื้นที่ของเมืองที่อยู่กลางหุบเขา Val Gardena มีความสูงจากระดับน้ำทะเลราว ๆ 1,300 เมตร เลยทำให้ที่นี่เป็นอีกจุดที่มีอากาศดี และเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวนักเดินทางมักจะหาเวลามาเดินเล่นมาชมวิวมาสัมผัสความอลังการของยอดเขา Sassolungo กันอยู่แทบตลอดทั้งปี
…ใช้เวลาเดินเล่นได้สักพักใหญ่ไม่นานนักแค่ราว ๆ 40 นาทีก็ต้องออกจากเมืองนี้แล้วเพื่อรีบไปขึ้นกระเช้าตามรอบที่ซื้อบัตรไว้ ยังเดินได้ไม่เท่าไหร่เลยเสียดายมาก ๆ เพราะจากเท่าที่เดิน ๆ สำรวจในระยะเวลาแค่นี้ก็รู้สึกได้ว่าเมืองนี้มันต้องมีมุมถ่ายรูปสวย ๆ อีกเพียบแน่ ๆ ดังนั้นหากยืดเวลาได้ก็อยากจะนอนต่อสักคืน แต่ในความเป็นจริงแล้วคือต้องรีบไปขึ้นกระเช้ากันแล้ว… ก็เป็นว่าบ๊ายบายออร์ทิเซ่ไว้ที่ตรงนี้เลยแล้วกัน

• Funivie Ortisei : Alpe di Siusi Lift •

…ในที่สุดก็ถึงเวลาขึ้นกระเช้าซึ่งใช้เวลาไม่นานราว ๆ เพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้น ดังนั้นช่วงเวลาอันน้อยนิดตรงนี้ก็ต้องเตรียมกล้องเตรียมเลนส์ให้พร้อมสำหรับถ่ายภาพเมืองจากมุมสูงผ่านกระเช้า (จากในภาพที่ 4 ด้านล่าง) เมื่อมองย้อนกลับไปก็จะเห็นเมือง Ortisei ที่เมืองสักครู่เราได้เดินเล่นผ่านมาก็จะเห็นถึงลักษณะของเมืองได้ชัดเจนขึ้น พร้อมจินตนาการต่อไปว่าหากเป็นช่วงหน้าหนาวพื้นที่ตรงเนินเขาสีเขียว ๆ เมื่อถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลนแล้วคงตัดกับสีสันของบ้านเรือนในหมู่บ้านนี้ให้เราได้เห็นภาพสวย ๆ กันได้อย่างแน่นอน 

• Alpe di Siusi : Sassolungo Mountain •

Sassolungo หรือ Langkofel (ในภาษาเยอรมัน) คือภูเขาที่มีความสูงที่สุดในกลุ่มเทือกเขา Langkofel มีความสูงที่ยอดสูงสุดอยู่ที่ 3,181 เมตร เป็นจุดชมวิวที่บอกเลยว่าเราจะได้เห็นยอดเขา Sassolungo แบบชัด ๆ อยู่ตรงหน้าเราพร้อมกับวิวแบบพาโนรามาที่มีเบื้องล่างคือทิวต้นสนที่สลับเรียงรายอยู่บนผืนทุ่งหญ้าเขียวขจี ที่ด้านบนจุดชมวิวนี้นอกจากจะได้ชมวิวสวย ๆ แล้วยังมีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก รวมไปถึงบริเวณนี้ยังเป็นที่โปรดปรานของเหล่านักเดินเขา นักปั่นจักรยานทั้งหลายอีกด้วย ส่วนสำหรับใครที่มีเวลามากพอขอแนะนำเลยว่าให้เดินเล่นลงไปยังด้านล่าง หรือจะใช้ Chairlift ก็ได้เพื่อลงไปสัมผัสความสวยงามในอีกหลากหลายมุม(อย่างผมนี่ไม่ได้ไปตรงไหนเลยนอกจากยืนอยู่ด้านบนจุดชมวิวอย่างเดียวเท่านั้น)  …เสียดายว่าเวลาที่ตรงนี้นั้นมีน้อยมากแทบจะไม่ได้เดินไปตรงไหนเลยนอกจากบริเวณด้านบนนี้ ทำได้เพียงแค่หยิบกล้องหยิบเลนส์ซูมหามุมนั้นมุมนี้เปลี่ยนมุมถ่ายไปมาให้ได้ภาพมากขึ้นในระยะเวลาอันน้อยนิด (ตอนหลังผมมาเสิรช์กูเกิ้ลหาภาพของที่นี่ดูเห็นแต่ละภาพแล้วยิ่งรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้มีเวลานานมากพอในการเดินเล่นหามุมสวย ๆ เก็บภาพ แต่อย่างน้อยก็ยังพอปลอบใจตัวเองได้ว่าโชคดีมากแล้วที่ได้มาเห็นแม้จะแค่เพียงไม่นาน

• Move on to Lake Misurina •

…ผ่านไปกับภาพความยิ่งใหญ่ของ Sassolungo Mountain ก็ขอเปลี่ยนบรรยากาศไปเที่ยวทะเลสาบสวย ๆ อีกแห่งในเขตโดโลไมท์กันต่อที่ “Lake Misurina” เป็นอีกหนึ่งทะเลสาบที่มีขนาดไม่ใหญ่มากแต่ความงามนั้นตราตรึงทุกสายตาแน่นอน ซึ่งระหว่างทางมุ่งหน้าสู่ทะเลสาบผมก็ยังสาละวนกับกิจกรรมเดิม ๆ นั่นคือการหาจังหวะสวย ๆ ของวิวข้างทางถ่ายผ่านกระจกรถบัสเหมือนเดิม ส่วนปฐมบทการเดินทางก่อนจะมายังเส้นทางนี้ผมต้องย้อนไปยังอัลบั้มนี้ครับซึ่งเป็นเส้นทางเริ่มต้นจากเวนิสแล้วค่อยมาที่ Lake Misurina ส่วนที่ Alpe di Siusi ด้านบนเป็นเส้นทางสุดท้ายที่ผมเอามาย้อนขึ้นก่อน (งงมั้ยครับ) สลับไปสลับมาเหมือนหนังเรื่อง Memento เลย 5555 เอาง่าย ๆ ก็คือผมเดินทางที่แรกคือเวนิสจากลิ๊งค์นี้ http://www.forzanu.com/review/outboundtravel/one-night-in-venice.html ไปตามชมกันได้ แล้วก็เดินทางมาที่ Lake Misurina – Tre Cime – Lake Braies แล้วค่อยไป Alpe di Siusi (Sassolungo Mountain) ตามนี้แหละครับ

• Few Things about Alps •

…อย่างที่บอกไปนิดนึงข้างต้นเริ่มอัลบั้มแล้วว่าพื้นที่ทางตอนเหนือของอิตาลีนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ “เทือกเขาแอลป์” ที่พาดผ่านหลายประเทศในยุโรปด้วยกันซึ่งอาณาเขตที่เทือกเขาแอลป์วางตัวครอบคลุมนั้นก็ไล่ไปตั้งแต่ประเทศทางด้านตะวันออก ได้แก่ ประเทศออสเตรีย, อิตาลี, สโลวีเนีย และพื้นที่ทางฝั่งตะวันตก ได้แก่ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์, ลิกเตนสไตน์, เยอรมัน และฝรั่งเศส.. ซึ่งการสะกดของแต่ละภาษาก็คล้าย ๆ อย่างภาษาเยอรมัน = Alpen / ฝรั่งเศส = Alpes / อิตาลี = Alpi / สโลวีเนีย = Alpe / อังกฤษ = Alps ..เรียกว่าสะกดกันได้หลากหลายเลย

…ส่วนขนาดความยิ่งใหญ่ของเทือกเขาแอลป์นั้นมีความยาวของเทือกเขาทั้งหมด 1,200 กิโลเมตร (750 ไมล์) โดยมีความกว้างราว 250 กิโลเมตร (160 ไมล์) คิดเป็นพื้นที่ทั้งหมด 200,000 ตารางกิโลเมตร(77,000 ตารางไมล์) ก็ถ้าตีให้เห็นเป็นภาพง่าย ๆ ก็เหมือนเราขับรถจากกรุงเทพฯ – ลำปาง / ลำปาง – กรุงเทพฯ นั่นแหละครับก็จะได้ความยาวเท่ากับเทือกเขาแอลป์ (เห็นภาพกันชัดขึ้นนะครับ) …ช่วงที่เดินทางมานั้นแม้ว่าจะอยู่ในหน้าร้อนพอดิบพอดีแต่เมืองทางตอนเหนือโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลีบริเวณแถบนี้นั้นอากาศเย็นสบายจริง ๆ ..ส่วนบรรยากาศของถนนหนทางก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความสวยงาม และก็เช่นเคยว่าผมไม่สามารถแวะจอดรถได้ก็เก็บภาพผ่านกระจกไปเหมือนเดิม ซึ่งตลอดเวลานั้นบางทีก็ง่วงแต่ก็ต้องฝืนตัวเองตลอดเวลาให้ลืมตามาดูความงามของบ้านเรือนตัวเมืองบรรยากาศที่เป็นเพียงครั้งหนึ่งในชีวิตก็ต้องซึมซับให้ได้มากที่สุด …ความสวยงามที่ถูกโอบอุ้มด้วยสภาพแวดล้อมท่ามกลางหุบเขานั้นบอกได้คำเดียวว่าอบอุ่นมากเมื่อทุกทิศทางที่เราเดินทางอยู่นั้นรายล้อมไปด้วยธรรมชาติอย่างภูเขา และผืนป่าที่ช่วยขับกล่อมความงดงามให้มีมากขึ้น จนในอีกไม่ช้าไม่นานก็ใกล้ถึงทะเลสาบมิซูริน่าเสียที

• Welcome to Lake Misurina •

…ทันทีที่ตัวรถเริ่มเข้าเขตทะเลสาบทุกสายตาบนรถก็ถึงกับตะลึงไปกับความงามพร้อมทั้งเสียงชื่นชมถึงความงามตั้งแต่ยังไม่ทันลงจากรถ จนเมื่อรถจอดสนิทจากนั้นก็คือช่วงเวลาแห่งการดื่มด่ำกับความสุขความสวยงามที่อยู่ตรงหน้าที่มีภาพของยอดเขาสูงที่อยู่ไกลออกไปเป็นฉากหลัง และมีฉากหน้าคือทะเลสาบกับทิวป่าสนเรียงรายเป็นภาพที่ไม่ว่าใครมาเห็นก็ต้องบอกได้คำเดียวว่างดงามมาก ทะเลสาบมิซูริน่าเป็นอีกหนึ่งทะเลสาบที่อยู่ในเขตเทือกเขาแอลป์ ภาพที่เราเห็นกันบ่อย ๆ ก็คือภาพเงาสะท้อนภูเขาลงบนผืนน้ำซึ่งจะแตกต่างกันออกไปก็คือความสวยงามในแต่ละฤดูกาลที่เป็นตัวกำหนดอารมณ์ และความงามของภาพ

…บริเวณโดยรอบทะเลสาบนั้นเราสามารถเดินเล่นได้ตามเส้นทางที่กำหนดไว้ ใครที่เดินจนเมื่อยก็ยังมีร้านค้า ร้านอาหารให้นั่งเล่นนั่งพักผ่อน หรือจะไปนั่งเล่นริมน้ำก็เพลินอุราไม่น้อย.. คือภาพทะเลสาบว่าสวยแล้วยังมีแนวต้นไม้ใบหญ้าริมตลิ่ง ไหนจะมีฉากหลังเป็น Tre Cime ยอดเขา Three Peaks ที่เด่นตระหง่านเป็นฉากหลังอีก สวยแบบนี้มองยังไงก็ไม่เบื่อ… …มาถึงอีกหนึ่งภาพที่ใครหลาย ๆ คนเคยเห็นจากที่นี่ก็คือภาพของอาคารสีเหลืองที่มีสีสันโดดเด่นอยู่ริมทะเลสาบ เชื่อเลยว่าเกินครึ่งจะต้องเข้าใจว่าคือโรงแรมเพราะด้วยบรรยากาศที่อยู่รอบ ๆ นั้นมันชวนให้รู้สึกถึงบรรยากาศแห่งการพักผ่อน แต่ความจริงแล้วอาคารริมทะเลสาบหลังนี้คือ “สถานบำบัดเด็ก ๆ ที่ป่วยเป็นโรคหอบหืด” พอได้รู้เช่นนี้ก็ไม่แปลกใจก็เพราะอากาศมันดีขนาดนี้ล่ะหนอก็เหมาะสมแล้วที่จะเป็นที่ตั้งของแหล่งฟื้นฟูสภาพร่างกายให้แก่เด็ก ๆ 

…ที่ทะเลสาบมิซูริน่าหลายคนที่ผ่านมาก็มักจะแวะเลือกให้เป็นจุดพักรถ แวะรับประทานอาหาร ซึ่งมากกว่านั้นก็ยังมีโรงแรมให้เราได้นอนเพื่อความเต็มอิ่มของการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการตื่นเช้า หรือยามเย็นที่เราสามารถมาเดินเล่นสัมผัสบรรยากาศริมทะเลสาบรอแสงสวย ๆ ระหว่างวันเก็บภาพ รอจังหวะของผืนน้ำที่แน่นิ่งจากสายลมพัดก็ทำให้เราอาจเห็นทะเลสาบแห่งนี้เหมือนกระจกสะท้อนความงามเลยก็ว่าได้ …Lake Misurina ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมือง Cortina จุดเด่นของที่นี่ก็คือธรรมชาติที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาลอย่างในฤดูกาลที่ท้องฟ้าสดใสเราก็จะได้เห็นภาพของท้องฟ้าสีสันสวยงามเห็นภูเขาที่ล้อมรอบได้อย่างชัดเจน หรือวันที่อากาศครึ้ม ๆ มีเมฆมีหมอกขึ้นประดับประดาเหนือทะเลสาบก็เป็นภาพที่สวยไปอีกแบบ และแน่นอนว่าไม่เว้นแม้แต่ในช่วงที่หิมะโปรยปรายที่เปลี่ยนโทนสีให้เป็นภาพแนว HIGH KEY สีขาวสว่างโพลนที่ยิ่งเห็นก็ยิ่งประทับใจ.. ที่นี่ใครได้มาครบทุกฤดูก็คงจะเป็นที่น่าอิจฉายิ่งนัก 5555 …ทะเลสาบมิซูริน่ามีความสูงจากระดับน้ำทะเลอยู่ที่ราว 1,754 เมตร ความสูงสูสีกับภูชี้ฟ้า จ.เชียงรายบ้านเราเลย(จุดที่สูงที่สุดของภูชี้ฟ้าอยู่ที่ 1,628 เมตร) อยู่ใกล้ ๆ กับเมืองเล็ก ๆ ที่มีอากาศดีไม่แพ้กันอย่างเมือง Auronzo di Cadore ในเขตจังหวัด Belluno ที่ Auronzo เมืองข้างเคียงเป็นอีกเมืองที่มีอากาศดีไม่แพ้กัน ซึ่งมักจะมีนักกีฬามาเก็บตัวเข้าแคมป์กันอย่างที่ผมรู้มาก็มีทีมสโมสรฟุตบอล “Lazio(ลาซิโอ)” มาเก็บตัวกันที่ Auronzo เป็นประจำ (ที่รู้เพราะผมเชียร์และเป็นแฟนพันธุ์แท้ทีมนี้มาเนิ่นนานตั้งแต่ปี 1990 แล้วนะ ฮ่าๆๆ รู้อายุเลย) อ้อ !! ไหน ๆ วกมาเรื่องกีฬาแล้วอีกข้อมูลที่เสิรช์หาเจอมาก็คือที่ Lake Misurina เคยถูกใช้เป็นที่จัดกีฬาโอลิมปิคฤดูหนาวในปี ค.ศ. 1956 อีกด้วย… …และในที่สุดก็ถึงเวลาต้องโบกมือลาความสวยงามของทะเลสาบมิซูริน่ากันแล้วยังไม่หนำใจเลย ไหนจะทั้งอยากหามุมสวย ๆ เก็บภาพให้มากกว่านี้.. อยากเดินเล่นริมทะเลสาบนานกว่านี้.. ยังไม่นับที่อยากจะไปปั่นเรือถีบกลางเลคอีก.. ความโลภของผมไม่เคยสิ้นสุดจริง ๆ 5555 บอกเลยว่าที่นี่นะให้อยู่ทั้งวัน หรือค้างอีกสักคืนก็ยังได้ ..

• 2 Pics at Lake Antorno •

…ตามไตเติ้ลเลยครับ นี่คือภาพแค่ 2 ใบเท่านั้นกับทะเลสาบ Antorno .. สาเหตุเพราะลงไปถ่ายรูปให้ลูกค้าเกือบ 10 นาที กว่าจะครบพอคิดว่าจะเหลือเวลาประมาณสัก 2-3 นาที ทัวร์ลีดเดอร์ก็ตะโกนให้ขึ้นรถ ผมเลยมีเวลาเหลือเพียงประมาณครึ่งนาที ไหนจะต้องวิ่งกลับไปที่รถอีก.. เลยเป็นแค่ 2 ใบที่ช้ำใจ และดีใจในห้วงเวลาเดียวกัน.. ช้ำใจคือไม่ได้มีเวลาเลยกับที่นี่ ส่วนดีใจก็ได้แต่คิดว่ายังดีที่ได้เก็บภาพแม้จะแค่ 2 ใบ ก็ตามที ซึ่งเอาจริง ๆ ตามความคิดผมแล้วตรงนี้ไม่น่าจะเรียกว่าทะเลสาบเลย เพราะมันเหมือนบึงเล็ก ๆ มากกว่า แต่ชื่อเค้าเรียกว่า Lago d’Antorno (Lake Antorno) ก็ว่าไงก็ว่าตามเจ้าบ้านเค้าไปครับ แต่ถึงแม้จะเป็นแค่บึงเล็ก ๆ แต่ความสวยงามนี่ก็เอาเรื่องอยู่ก็ด้วยเพราะฉากหลังเป็น Tre Cime นี่แหละครับอัพเกรดสถานที่ขึ้นได้เยอะเลย

…ดังนั้นใครที่กำลังจะมุ่งหน้าสู่ Tre Cime ผมก็แนะนำว่าให้แวะสักหน่อย 10-15 นาทีก็ยังดี เพราะที่ตรงนี้นอกจากจะได้ภาพฉากหลังเป็นยอดเขาทั้งสามแล้วยังมีฉากหน้าเป็นดอกไม้สวย ๆ ริมบึงอีกด้วย

• Next Stop, Tre Cime di Lavaredo •

…จากนั้นก็ออกเดินทางกันต่อสู่อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญทางฟากฝั่งตะวันออกของโดโลไมท์นั่นก็คือการไปอยู่ให้ใกล้ ๆ Tre Cime หรือเรียกอีกชื่อในภาษาอังกฤษว่า Three Peaks ต้องบอกก่อนว่าการที่จะเห็นยอดเขาทั้งสามที่เรียงตัวกันนี้ไม่ใช่เรื่องยากเมื่อมาถึงที่นี่เพราะเราสามารถเห็น Three Peaks ได้จากหลาย ๆ มุมเมื่อมายังทางฝั่งตะวันออกของโดโลไมท์จะต่างกันไปก็คือการที่เราจะหาฉากหน้าให้เป็นที่ไหน (อารมณ์เหมือนกับฟูจิซังของญี่ปุ่น) แต่ไอ้ความยากนี่ก็คือจุดประสงค์ในการเดินทางของนักเดินทางนักท่องเที่ยวแต่ละคนที่มีความต้องการต่างกัน บางคนต้องการแค่ได้เห็นจากไกล ๆ ก็เพียงพอ หรือบางคนก็ต้องการที่จะนั่งรถไปยืนชมทัศนียภาพที่จุดชมวิวด้านบน และก็ยังมีอีกหลายคนที่นิยมมาเดินเล่นมาเทรกกิ้ง ไม่เว้นแม้แต่ตั้งแคมป์ที่ด้านบน Tre Cime ซึ่งบอกเลยว่าความฟินก็จะต่างกันไปตามเลเวลการเข้าถึง …ซึ่งสำหรับทริปที่ผมมานั้นเรามาถึงแค่ด้านบนบริเวณลานจอดรถ(เนื่องจากเวลาที่ค่อนข้างกระชับทำให้มีเวลาไม่นานนัก)แต่แค่การได้มายืนแล้วมองไปด้านหน้าก็บอกได้คำเดียวว่ามันสะท้านทรวงมาก …ที่ด้านบนนี้นอกจากจะเป็นจุดชมวิวแล้วก็ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติเดินไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้ให้นักท่องเที่ยวได้เดินสัมผัสบรรยากาศกันแบบเต็มอิ่ม

…และสำหรับนักถ่ายภาพหรือใครที่ตั้งใจมาเก็บภาพ Tre Cime นั้นก็คงจะมีความสุขกับการรอคอยแสงสวย ๆ ของวันไม่ว่าจะเช้าหรือเย็น เชื่อเหลือเกินว่าหากมีเวลานาน ๆ จะให้รอนานแค่ไหนก็รอได้.. ส่วนผมเองก็ต้องโบกมือลาที่นี่ไปแบบเร็ว ๆ เพื่อทำเวลาไปยังไฮไลท์สุดท้ายกันที่ Lake Braies

• Road to Lake Braies •

…ออกเดินทางกันต่อสู่จุดหมายปลายทาง(ที่ผมหวังไว้มาก และเป็นที่ที่ผมชอบที่สุดในเขตโดโลไมท์)เตรียมมุ่งหน้าสู่ Lake Braies…

…หลายครั้งที่ไปในที่หลาย ๆ ที่ก็ตั้งหวังไว้มากกับที่ที่เราจะไปว่าจะเหมือนกับที่เคยเห็นเคยผ่านตามาหรือเปล่า มีบ่อยครั้งที่สวยเกินกว่าที่คาดไว้ และก็มีอีกหลาย ๆ ครั้งที่ผิดหวัง ซึ่งที่ Lake Braies นั้นอยู่ในแบบแรกคือสวยเกินกว่าที่เคยคิดไว้และก็สวยกว่ามาก ๆ ด้วย.. เส้นทางถนนมุ่งหน้าสู่ทะเลสาบนั้นยังมีความสวยงามเช่นเดิมจะต่างกันไปก็คงเป็นภาพสองข้างทางที่สลับสับเปลี่ยนวิวทิวทัศน์ไปเรื่อย บ้านเรือน ภูเขา ต้นไม้ สัตว์ ทุ่งหญ้าเนินหญ้าเล็ก ๆ มีอะไรให้ถ่ายรูปเล่นได้ตลอดทาง (นี่ขนาดนั่งอยู่แต่ในรถอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าแวะจอดถ่ายรูปได้คงยิ่งแฮปปี้น่าดู)

• First Impression at Lake Braies •

…ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. นับตั้งแต่ออกจาก Tre Cime ก็มาถึงทะเลสาบเบรสในที่สุด.. Lake Braies นั้นคือคำสะกดในภาษาอังกฤษ ส่วนถ้าเป็นทางอิตาเลียนก็จะใช้คำว่า Lago di Braies และก็จะมีอีกหนึ่งคำที่เจอบ่อยหากเราเสิร์ชในกูเกิ้ลนั่นคือ “Pragser Wildsee” ภาษาเยอรมัน.. ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือที่เดียวกันที่นี่แหละครับ.. จะต่างกันก็คือการออกเสียงหากเป็นภาษาอังกฤษเท่าที่ได้ยินมาก็จะออกเสียงประมาณว่า “เบรส” ส่วนอิตาเลียนก็ออกไปทาง “บรายเอียส” ประมาณนั้น.. 

…ทะเลสาบเบรสตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ  “Fanes Sennes Braies” จุดเด่นที่สุดของทะเลสาบแห่งนี้คงหนีไม่พ้นความเขียวมรกตของผืนน้ำที่สวยงาม ทันทีที่จอดรถเสร็จก็รีบเดินมาริมทะเลสาบและก็ต้องตะลึงทันทีกับภาพของทะเลสาบสีเขียวมรกตที่รายล้อมไปด้วยทิวต้นสนริมน้ำ และภูเขาหินปูนขนาดมหึมาที่อยู่เป็นแบคกราวด์ฉากหลังสร้างความยิ่งใหญ่ และมอบความอบอุ่นอุดมสมบูรณ์ให้กับธรรมชาติที่อยู่เบื้องหน้าเรา  …ยอมรับเลยว่าเคยเห็นทะเลสาบสวย ๆ มาก็หลายที่ และที่นี่คือติดหนึ่งในห้าทะเลสาบในดวงใจของผมทันที.. ซึ่งสำหรับผมแล้วทะเลสาบเบรสเป็นทะเลสาบที่แลดูเหมือนหลุดออกมาจากนวนิยาย หรือบทนิทานบ้านน้อยในป่าใหญ่อย่างไรอย่างนั้น ภาพของเรือไม้เล็ก ๆ กลางทะเลสาบที่พาดผ่านไปมาจากเรี่ยวแรงของคนที่มาเที่ยวพายเรือไปตรงนั้น พายวนมาตรงนี้ เสียดายที่ผมเองไม่ได้มีเวลามากพอที่จะพาตัวเองไปอยู่ในห้วงเวลาความสุขแบบนั้น แต่เอาแค่ได้เดินถ่ายรูปริมทะเลสาบนี่ก็บอกเลยว่าเป็นอะไรที่มีความสุขมากจริง ๆ …ที่ทะเลสาบเบรียสนั้นนักท่องเที่ยวที่มานอกจากจะสามารถเดินเล่นรอบ ๆ ทะเลสาบได้แล้ว อีกหนึ่งกิจกรรมที่ผมเองก็อยากมีส่วนร่วมด้วยแต่ไม่ได้ร่วมก็คือการพายเรือไม้ไปกลางทะเลสาบนั่นแหละครับ ยิ่งไปเห็นภาพจากในอินเตอร์เนทเป็นภาพหัวเรือแล้วหันหน้าพุ่งออกไปหาเทือกเขาหินปูนด้านหลังแล้วรู้สึกว่าสะท้านมาก.. เหมาะสมแล้วกับคำนิยามของที่นี่ว่า “ไข่มุกแห่งโดโลไมท์” และเชื่อได้เลยว่าทุกคนที่มาโดโลไมท์นั้นไม่มีใครที่ไม่คิดจะมาที่นี่ ด้วยความที่เป็นทะเลสาบที่ติดอันดับความสวยงามระดับโลกไหนจะยังมีบรรยากาศสภาพแวดล้อมที่ลงตัวมากทั้งความเงียบสงบ ความบริสุทธิ์ และความสะอาดของธรรมชาติ.. ส่วนหนึ่งก็ต้องชื่นชมทางอุทยานด้วยที่ดูแลรักษาไว้ได้เป็นอย่างดี  …ความงดงามที่เห็น ๆ ในรูปนั้นเป็นเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นหากเทียบกับการที่ได้มาเห็นด้วยตาตนเอง พูดไปแล้วอาจจะหาว่าโอเว่อร์เกินเลยเกินจริงอะไรจะขนาดนั้น แต่เชื่อเลยครับว่าทุกคนที่มาที่นี่จะต้องรู้สึกเหมือนถูกธรรมชาติตรงหน้าร่ายมนต์สะกดให้เราตะลึง และชื่นชมไปกับวิวตรงหน้า.. และเมื่อถึงตรงนี้ก็ถือว่าสิ่งที่ผมหวังไว้นั้นมันเกินกว่าที่คาดหวังไว้มาก ๆ 

• Good Bye Northern Italy •

…ปิดท้ายด้วยภาพถนนหนทางอีกสักเล็กน้อยกับเส้นทางออกจากอิตาลีตอนเหนือเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองต่อไป Bologna ไว้ว่าง ๆ ผมคงได้เขียนภาคต่อ (ซึ่งก็ยังไม่รู้เมื่อไหร่ ฮ่าๆๆ) เอาเป็นว่าใครที่เลื่อนภาพ หรือเลื่อนอ่านมาถึงตรงนี้ก็ขอบคุณนะครับที่แวะมาเยี่ยมชมอัลบั้มภาพสวย ๆ ของผมอัลบั้มนี้ แม้ข้อมูลรายละเอียดการเดินทางจะไม่ค่อยมีแต่ก็หวังว่าภาพบางภาพอาจเป็นไอเดียเป็นแรงบันดาลใจหรือกระตุ้นให้เพื่อน ๆ ที่เห็นรู้สึกดี มีความสุขกัน .. สำหรับอิตาลีตอนเหนือชาตินี้ผมคงไม่ได้กลับไปอีกแล้ว เพราะฉะนั้นขอไปนั่งฝันนอนฝันเอาแทนละกัน ไว้เจอกันใหม่ที่ไหนสักที่.. Good Bye Norther Italy… 

Facebook Comments
Please follow and like us:
20