ปีใหม่ไปญี่ปุ่น : Tokyo – Kawagoe – Karuizawa

…ญี่ปุ่นไปญี่ปุ่นมา.. ไป ๆ มา ๆ หนนี้เป็นรอบที่ 6 ที่ได้มาญี่ปุ่นอีกแล้ว และแน่นอนว่าก็ยังไม่ได้ไปไกลจากโตเกียวเท่าไหร่นัก…  ส่วนที่เคยมาครั้งก่อน ๆ ก็โตเกียว – เกียวโต – เคียวตังโกะ – ชิบะ – โอกินาว่า – โอซาก้า.. รอบนี้พอรู้แพลนว่าจะได้เดินทางไปเมืองที่ยังไม่เคยมาอย่าง Kawagoe กับ Karuizawa ก็เลยดีใจอยู่ไม่น้อย.. แม้จะเป็นทริปที่ต้องมาทำงานถ่ายภาพลูกค้าเป็นหลักก็ตาม แต่ก็ยังมีบางช่วงเก็บภาพสถานที่มาได้บ้าง.. ดังนั้นรีวิวนี้อาจไม่ได้มีข้อมูลการเดินทางอะไรมากมาย.. ใครเปิดมาเจอมาอ่านก็คิดซะว่าเปิดหูเปิดตาดูรูปชมภาพบรรยากาศของญี่ปุ่นในช่วงหน้าหนาวต้นปีกันไปเพลิน ๆ แล้วกันนะ..

…ซึ่งทริปนี้ผมเดินทางในช่วงวันที่ 7-13 มกราคม 2019 ต้นปีที่ผ่านมา.. เรียกว่าพ้นปีใหม่กันแบบสด ๆ ร้อน ๆ ดังนั้นความหนาวเย็นนั้นมาเต็มแน่นอน..  บอกไว้อีกทีแล้วกันว่าทริปนี้ไม่ได้ไปเที่ยวเองเพราะไปถ่ายกรุ๊ปลูกค้าเดินทาง ดังนั้นภาพบางช่วงก็จะหาย ๆ ไปจะมีก็คือสถานที่เน้น ๆ ที่เวลาลูกค้าเที่ยวแล้วผมได้ลงไปด้วย.. ก็ประมาณนี้

———————————————————–

…เริ่มต้นจัดกระเป๋ากันก่อนเลยคือบอกตรง ๆ ว่าผมเองเปลี่ยนกระเป๋าเดินทางมาหลายใบแล้ว (เป็นคนไม่เคยใช้กระเป๋าเดินทางยี่ห้อแบบแพง ๆ) จนได้มาเจอกับใบนี้สิ่งที่ชอบที่สุดไม่ต้องคิดอะไรไกลก็คือ “หน้าตา และสีของกระเป๋า”.. เป็นของ Moof49 สี Dark Brown โดยขนาดที่ผมใช้คือ 26 นิ้ว หนัก 5 กิโลกรัม ขนาดก็ 25 x 43 x 69 เซนติเมตร / ตัววัสดุผลิตจากวัสดุ ABS ผสม PC คุณภาพสูง / โครงเป็นอลูมิเนียมทำให้น้ำหนักเบา ส่วนล้อทั้ง 4 ก็หมุนอิสระ 360 องศา ส่วนตัวล็อคกระเป๋าก็เป็นแบบรหัส 3 หลัก ระบบ TSA มาตรฐานอเมริกา …

…ที่ชอบมากของกระเป๋านี้ก็คือหน้าตาที่ดูเรียบ ๆ โดยเฉพาะสีนี้ถูกใจมากดูปะล้ำปะเหลื่อมเงา ๆ ด้าน ๆ .. อ้ออ !! และอีกเหตุผลที่ดีเกินคาดก็คือล้อมันลื่นปรื๊ด ๆ ดีจริง ๆ

…ใครสนใจกระเป๋าเดินทางสวย ๆ รวมทั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการเดินทาง หากสนใจเข้าไปดูกันที่เพจนี้ได้เลย https://www.facebook.com/moof49shop/

———————————————————–

“Sensoji Temple”

…มาโตเกียวทุกครั้งทุกทีก็ต้องแวะมาวัดนี้ทุกครั้ง คือไม่ใช่ด้วยความบังเอิญแต่เป็นความตั้งใจของตารางการเดินทางเพราะนี่คือหนึ่งในไฮไลท์สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมากรุงโตเกียว (จริง ๆ ก็ไม่เว้นแม้แต่คนญี่ปุ่นด้วยกันเอง)เพราะนี่เป็นหนึ่งในวัดที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงโตเกียว.. ดังนั้นเรื่องปริมาณของคนที่แวะมากราบไหว้ รวมทั้งจะขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ยิ่งเยอะเป็นธรรมดา.. บวกกับปัจจัยหลายอย่างทั้งไม่มีค่าเข้าสถานที่ และก็เปิดให้เข้าได้ตั้งแต่ 6 โมงเช้า ไปจนถึงช่วงหัวค่ำ..

…วิธีการเดินทางมายังวัดอาซากุสะ
・ นั่งรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro สาย Ginza มาลงที่สถานี Asakusa
・ นั่งรถไฟใต้ดิน Toei สาย Asakusa มาลงที่สถานี Asakusa
・ นั่งรถไฟสาย Tobu SKYTREE มาลงที่สถานี Tobu Asakusa

…สำหรับผมแล้วนี่เป็นวัดที่สวยงามวัดหนึ่งด้วยสีสันของตัววัดที่โดดเด่นสีแดงยิ่งตัดกับสีฟ้าของหน้าหนาวด้วยแล้วยิ่งงดงาม.. โดยมีไฮไลท์ที่คนนิยมมาถ่ายรูปกันก็คือ “โคมแดงขนาดยักษ์” (อยู่ในรูปต่อ ๆ ไป)…

…สำหรับใครที่มาวัดเซนโซจิแล้วก็ต้องมาเดินเล่นเดินช๊อปกันต่อที่ “ถนนนากามิเสะ(Nakamise Shopping Street)” ด้วยเปรียบเหมือนแพคเกจคู่ส่วนจะช๊อปก่อนแล้วค่อยเข้าวัด หรือจะไหว้พระที่วัดก่อนแล้วค่อยมาเดินเล่นก็ได้ .. อย่างผมก็ถ่ายกลุ่มลูกค้าจนเสร็จเรียบร้อยก่อนก็ถึงค่อยมีเวลามาเดินเล่นที่ถนนนี้ .. ตลอดถนนก็จะพบกับร้านรวงสองข้างทางยาว ๆ ไปทั้งร้านค้าร้านขายของที่ระลึก และร้านขนมต่าง ๆ .. เรียกว่าเพลิดเพลินจำเริญใจมากยิ่งต้นปีอากาศดี ๆ หนาว ๆ แบบนี้อย่างช่วงที่มานี่อุณหภูมิระหว่างกลางวันก็ประมาณ 4-7 องศา .. ส่วนพอตกเย็นค่ำหน่อยก็จะหนาวมือหนาวหูหน้าชากันไปตามความเย็นที่ลดลง

…สำหรับผมพอถ่ายรูปให้ลูกค้าเสร็จอย่างที่บอกก็คือเดินเล่นต่อบริเวณ Nakamise Shopping Street แล้วก็เดินกลับมาที่วัดเพื่อมาเดินเล่นถ่ายรูปตอนช่วงหัวค่ำ หน้าหนาวแบบนี้ก็จะมืดเร็วหน่อย.. ข้อดีก็คืออากาศนั้นไม่ทำให้หงุดหงิด แต่ข้อด้อยของหน้าหนาวอย่างที่รู้กันก็คือท้องฟ้านั้นมืดเร็ว ภาพที่ถ่ายมานี่ก็ไม่ได้ใช้ขาตั้งกล้องก็แก้ด้วยการเร่ง ISO ดันเข้าไป.. ถ่ายเล่น ๆ ไม่ได้ซีเรียสอะไรไฟล์กล้อง Nikon D750 เอาอยู่สบาย ๆ ..

———————————————————–

“Shinjuku”

…อีกหนึ่งช่วงเวลาที่จะว่าหลังเลิกงานก็ได้เพราะเป็นช่วงที่ลูกค้าไปเดินช๊อปปิ้งกันหมด ตากล้องอย่างผมก็เลยโดดเดี่ยวโฮมอโลนอยู่คนเดียว.. ก็แน่นอนว่าถ้ามาที่ชินจูกุก็ต้องมีภาพความคึกคักสดใสของแสงสีเสียงกลับไปติดไม้ติดมือสักเล็กน้อย.. ย่านชินจูกุนี่เป็นย่านที่ผู้คนพลุกพล่านมากที่สุดในโตเกียวแล้วก็ว่าได้เพราะหลัก ๆ คือเป็นจุดเชื่อมต่อกับรถไฟใต้ดินหลายสาย และยังเป็นที่ตั้งของสถานีชินจูกุ สถานีใหญ่ รวมไปถึงเป็นแหล่งศูนย์รวมความบันเทิงของทั้งชาวต่างชาติ และคนญี่ปุ่นด้วยกันเองกับบรรดาเหล่าร้านค้า ห้างสรรพสินค้ามากมาย รวมไปถึงตึกสูงอาคารสำนักงาน..

…คือถ้ามาบริเวณแถบนี้แล้วไม่มีอะไรติดไม้ติดมือกลับไปนี่แสดงว่ามาผิดที่แน่นอน.. น้อยก็หนึ่งก็ต้องมีบ้างล่ะที่ได้ของกลับไปจะถูกจะแพงจะชิ้นเล็กชิ้นใหญ่อันนี้ก็แล้วแต่คนและ.. คือด้วยความที่เคยมาแล้วครั้งนี้ก็เลยไม่ได้ตื่นตาตื่นใจอะไรมาก แต่ที่ทึ่งก็คือจำนวนคนเดินไปมานี่แหละที่เยอะล้นหลามไม่เสื่อมคลาย .. ซึ่งจำได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเมื่อหลายปีก่อนผมนี่ตื่นเต้นไปกับร้านรวงต่าง ๆ ร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้า, มือถือ, เกมส์, คอมพิวเตอร์, เสื้อผ้าหน้าผมอุปกรณ์ความงามแฟชั่น, เครื่องสำอางค์, ร้านขายขนม ของที่ระลึก และอีกมากมายมหาศาล..

…ส่วนความสนุกของการถ่ายรูปที่ชินจูกุก็คือการรอจังหวะความวุ่นวายบนท้องถนนแล้วเก็บภาพนี้แหละครับ.. เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ดีสำหรับตากล้องที่ตังค์หมดแล้วจากการช๊อปปิ้ง ฮ่าๆๆๆ

———————————————————–

“เมืองเก่าเมืองโบราณ : Kawagoe”

…จากกรุงโตเกียวคณะเดินทางก็มุ่งหน้าขึ้นสู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือไปสักเล็กน้อยราว ๆ 40 กิโลเมตร อันเป็นที่ตั้งของเมืองเก่าที่มีเอกลักษณ์แบบเก่า ๆ โบราณ ๆ กันที่เมืองคาวาโกเอะ..

…คาวาโกเอะคือเมืองเก่าย้อนไปตั้งแต่สมัยเอโดะที่ทุกวันนี้ก็ยังคงอนุรักษ์บรรยากาศกลิ่นไอแบบเก่า ๆ ไว้ได้อย่างดี.. จนได้รับฉายาแบบเจียมเนื้อเจียมตัวว่า “ลิตเติ้ลเอโดะ” ซึ่งลิตเติ้ลเอโดะหรือเมืองคาวาโกเอะนี่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดไซตามะ เป็นอีกเมืองหนึ่งเล็ก ๆ ที่สามารถมาเที่ยวแบบวันเดียวจบเดินเล่นเพลิน ๆ ได้สบายภายในหนึ่งวัน..

…ปล. ในภาพล่างนี่คือ “หอระฆังคู่บ้านคู่เมือง” เรียกว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้ด้วยก็ว่าได้ กับหอระฆังที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ตีบอกเวลาในสมัยเอโดะ (ทุกวันนี้ก็ยังมีตีบอกเวลาอยู่นะไล่ตั้งแต่ 6.00 น. 12.00 น. 15.00 น. และ 18.00 น.) อ้อ !!! แต่หอระฆังที่เห็นนี้ไม่ใช่อันแรกนะ เพราะในช่วงปีค.ศ 1893 หอระฆังนี้เกิดถูกไฟไหม้จึงถูกสร้างขึ้นมาใหม่ดังนั้นที่เห็นในปัจจุบันก็คือสร้างขึ้นมาใหม่หลังจากหอเก่าถูกไฟไหม้ไป

…เอกลักษณ์ของที่นี่ก็คือความคลาสสิคในแบบฉบับโบราณของสถาปัตยกรรมสมัยเก่า ๆ ของญี่ปุ่นที่อนุรักษ์และดูแลไว้เป็นอย่างดี ซึ่งนี่ก็คือครั้งแรกของผมที่ได้มาเมืองนี้และทันทีที่มาถึงก็รู้สึกว่าเป็นอีกหนึ่งเมืองที่น่าถ่ายรูปเล่นมาก คือด้วยเรื่องความสะอาดของท้องถนนอย่างที่รู้กันว่าสะอาดมากบวกกับบรรยากาศร้านรวง บ้านที่อยู่อาศัยก็ชวนให้ถ่ายรูปเล่น เอาแค่ไปยืนตรงกำแพงไหนสักกำแพงหรือหน้าร้านไหนสักร้านแล้วถ่ายรูปมาก็ดูน่ารัก ดูดีแล้ว…

…วิธีการเดินทางจากโตเกียวไปยังคาวาโกเอะ

…เราสามารถนั่งรถไฟจากโตเกียวมายังคาวาโกเอะได้เลยซึ่งมีรถไฟให้บริการอยู่ 2 สายด้วยกัน

– ขึ้นรถไฟสาย Tobu Tojo Line ที่สถานี Ikebukuro ไปลงยังสถานีคาวาโกเอะ หรือ Kawagoe-Shi ให้ขึ้นขบวน Express จะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีเท่านั้น โดยเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 470 เยน

– ขึ้นรถไฟ JR Saikyo Line ที่สถานี Ikebukuro หรือ Shinjuku ไปลงยังสถานี คาวาโกเอะ หรือ Kawagoe-Shi ใช้เวลาประมาณ 48 นาที ค่าโดยสาร 760 เยน แต่เส้นทางนี้เหมาะกับคนที่มี JR PASS เพราะสามารถใช้ JR Pass และ JR Tokyo Wide Pass ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

(ขออนุญาตข้อมูลจาก https://chillchilljapan.com/1-day-trip-in-kawagoe ) นะครับ.. ไปอ่านเรื่องราวอื่น ๆ ที่เวปนี้ได้ข้อมูลเพียบกว่าที่นี่แน่นอน 5555

…อันนี้เย้ายวนไว้สำหรับใครที่เป็น Starbucks Lover’s หรือผู้ชอบสะสมแก้ว หรือจะชมชิมกลิ่นกาแฟ.. เป็นอีกสาขาที่ออกแบบได้คลาสสิคเข้ากับเมืองมาก

…ปิดท้ายเมือง Kawagoe กับอีกหนึ่งไฮไลท์เมื่อมาเยือนเมืองเก่านี้ก็คือการเก็บภาพ “รถเก่าโบราณ” ที่วิ่งรอบเมือง.. จะเก็บเดี่ยว ๆ หรือรอตอนรถจอดแล้วเซลฟี่ก็ได้อย่าไปสร้างอันตรายให้กับคนอื่นเป็นพอ…

———————————————————–

“หนาว ๆ หิมะ ๆ สกี ๆ ที่ Karuizawa(คารุอิซาว่า)”

…ผ่านไปกับความเก่าความโบราณจากลิตเติ้ลเอโดะเมืองคาวาโกเอะ.. มุ่งหน้าขึ้นทางตะวันตกเฉียงเหนือกันอย่างต่อเนื่องอีกราว 200 กิโลเมตร สู่เมืองที่เต็มเปี่ยมด้วยธรรมชาติอันสมบูรณ์รายล้อมที่ Karuizawa…

…เริ่มต้นก่อนเลยกับที่พัก “Karuizawa Prince Hotel” ที่นี่น่าจะเป็นที่พักที่กว้างใหญ่ที่สุดในแถบ Karuizawa นี้เลยก็ว่าได้.. เพราะมีพื้นที่ภายในกว้างใหญ่มากมีที่เดินเล่นให้ถ่ายรูปกันจนเหนื่อยไปข้าง ตัวอย่างภาพด้านล่างก็คือบริเวณหน้าโรงแรมยามเย็น…

…เดินทางไปไหนมาไหนช่วงหน้าหนาวต้นไม้ใบหญ้าก็อาจดูแห้งดูโกร๋นไปบ้างตามธรรมชาติแต่ก็สวยงามตามแบบฉบับของแต่ละฤดู.. ลมหนาวที่พัดมาว่าเย็นแล้วยิ่งมาเดินเล่นแถวริมบึงข้างโรงแรมยิ่งหนาวสะท้านกันไปใหญ่ อันนี้ก็ไม่รู้เรียกดิ้นรนหรือดันทุรัง.. แต่ก็มีความสุขแฮปปี้ที่ได้มาเดินพักหลังจากทำงานมาทั้งวัน.. ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติสมบูรณ์ ๆ อากาศดีดีแบบนี้บอกเลยว่ายากที่จะลืมจริง ๆ

…บึงน้ำที่บางช่วงตอนนี้ก็กลายเป็นพื้นน้ำแข็งไปแล้ว.. ส่วนที่ยังไม่เป็นก็ยังคงมีริ้วคลื่นจากลมปะทะให้เป็นริ้ว ๆ อยู่.. แต่พอตื่นเช้ามาก็แทบจะกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดเลยเพราะอากาศหนาวจริง ๆ ช่วงที่มาถึงที่ Karuizawa นี่กลางคืนก็มีติดลบส่วนกลางวันเต็มที่ก็ 4-5 องศา บวกกับแรงลมเข้าไปอีก.. หนาวสะใจมั้ยล่ะ

…ที่พักที่นี่จะมีทั้งฝั่งห้องพักที่เป็นห้องแบบโรงแรมทั่วไป และแบบกระท่อมคอทเทจที่นอนได้ถึง 8 คน ซึ่งผมและทีมไกด์ที่เดินทางมาด้วยกันก็ได้นอนหลังคอทเทจนี่แหละบอกเลยว่าอบอุ่น และสนุกสนานดีนะสำหรับใครที่มากันเป็นกลุ่มเพราะเราสามารถทำกับข้าวเองได้ มีห้องน้ำ ห้องนอน โต๊ะกินข้าว ทีวี ใครติดรายการทีวี หรือติดเชียร์บอลสุดสัปดาห์เอากล่อง Android เสียบ HDMI หลังจอเปิดเชียร์ข้ามประเทศกันได้สนุกเลย 5555

…ตื่นเช้ามาวันใหม่อุณหภูมิยามเช้าเบา ๆ ที่ 2 องศาหน้าที่พัก.. เสื้อผ้าต้องครบผมใส่ตั้งแต่ชั้นแรก ฮีทเทคแขนยาว – เสื้อยืดแขนสั้น – เสื้อแจ๊คเก๊ตแขนยาว – เสื้อโค๊ทกันหนาว เบ็ดเสร็จเขบ็ต 4 ชั้น..

…คือต้องบอกก่อนว่าเป็นอีกคำถามของคนที่จะไปเที่ยวที่หนาว ๆ มากว่าอุณหภูมิเท่านี้จะใส่กี่ชั้น อุณหภูมิเท่านั้นจะใส่กี่ชั้น .. อันนี้ผมว่าแล้วแต่คนอย่างผมเป็นคนที่ร้อนง่ายมาก นอกจากขี้โมโหก็ขี้ร้อน.. ถ้าไม่มีลมพัดมาอุณหภูมิประมาณ 10 – 15 องศานี่ผมแค่ฮีทเทคกับเสื้อยืดก็โอเค / แต่ถ้าเลขตัวเดียวถึงประมาณ 10 องศา ก็จะสวมแจ๊คเก๊ตเพิ่มเข้ามา .. คือไม่ได้โชว์ว่าแข็งแกร่งแต่คือเป็นคนขี้อึดอัดใส่เสื้อหนา ๆ จะหงุดหงิดมากเลยเป็นสาเหตุให้ขี้ร้อนกว่าชาวบ้านเค้า.. ซึ่งสิ่งที่น่ากลัวกว่าความหนาวก็คือ “ลม” ไอ้เจ้าลมนี่แหละที่ทำให้ต้องใส่หนา ๆ เพราะไม่งั้นมันแทรกซึมเข้าอณูผิวหนังแล้วยิ่งให้ทรมานมาก จึงจำเป็นที่ครั้งนี้ต้องจัดเสื้อโค๊ทกันหนาวมาด้วยเพราะที่นี่ลมแรง…

…จะว่าไปที่นี่(คารุอิซาว่า)ก็เปรียบเหมือนเมืองพักตากอากาศของโตเกียวได้เหมือนกันเพราะไม่ไกลเลยหากเทียบระยะทางประมาณ 200 กม. จากโตเกียว (อารมณ์เดียวกับกรุงเทพ-พัทยา)..  ส่วนเหตุผลที่ผมเดาเอาเองง่าย ๆ ก็อาจเพราะเป็นเมืองที่มีทั้งป่า, ภูเขา, ทะเลสาบ, น้ำตก ที่อัดแน่นด้วยธรรมชาติสวย ๆ โดยไม่ต้องไปไกลจากเมืองใหญ่เท่าไหร่นัก บวกกับกิจกรรมพักผ่อนที่เปลี่ยนไปตามแต่ละฤดู อย่างช่วงนี้ฤดูหนาวก็คงหนีไม่พ้นการมาสัมผัสบรรยากาศหิมะขาว ๆ รวมทั้งใครที่เล่นสกีเป็นก็นิยมมาที่นี่ก็ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในวันพักผ่อนได้ดี…

…Karuizawa เป็นเมืองที่มีอากาศเย็นสบายแม้อย่างในฤดูร้อนตอนกลางวันก็อาจร้อนแดด แต่พอตกเย็นก็จะอากาศเย็นลง ส่วนฤดูหนาวแบบนี้ไม่ต้องสงสัยเพราะหนาวทั้งวันส่วนตกกลางคืนก็ยิ่งสะท้าน ดังนั้นอุปกรณ์เสริมอันจำเป็นที่ต้องพกติดมานอกจากเสื้อกันหนาวก็ต้องเตรียมพวกถุงมือ หมวกกันหนาว หรือใครจะหาถุงร้อนขยำ ๆ แล้วสักพักจะร้อน(มาซื้อที่นี่ก็ได้) มาหน้าหนาวกันทั้งทีต้องเตรียมให้ครบจะได้เที่ยวได้สนุก และไม่เจ็บไม่ไข้กลับไป…

…และก็เป็นธรรมเนียมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มาญี่ปุ่นแล้วอาจจะต้องหา Outlet ซึ่งก็ที่นี่อีกนั่นแหละที่สร้างเซอร์ไพรส์ให้ตัวผมไม่น้อยกับ “Karuizawa Prince Shopping Plaza” ก็คือ Outlet ช๊อปปิ้งนี่แหละที่เป็นแหล่งรวมสินค้าแบรนด์ดัง ๆ ต่าง ๆ มากมาย ของเยอะมากเพราะเป็นเอาท์เล็ทที่มีขนาดใหญ่จริง ๆ แต่นั่นไม่พอให้ตื่นเต้นเพราะที่ตั้งนั้นอยู่ท่ามกลางทิวทัศน์ของภูเขาอาซามะที่อลังการวางอยู่เป็นฉากหลัง

…การเดินทางจากโตเกียวไปยังคารุอิซาว่า มีด้วยกัน 2 วิธี คือนั่งชินคันเซ็น หรือไม่ก็รถบัสด่วน แต่แนะนำให้นั่งชินคันเซ็นดีกว่าถึงแม้ว่าจะแพงกว่าประมาณพันกว่าถึงสองพันเยน แต่เพื่อแลกกับเวลาที่เร็วขึ้นเกือบ 2 ชั่วโมงผมว่าคุ้มเอาเวลามาเที่ยวดีกว่า โดยขึ้น Hokuriku Shinkansen จากสถานีโตเกียวหรือชินากาว่ามาถึงสถานีคารุอิซาว่า ใช้ระยะเวลาใประมาณ 60 – 80 นาที ขึ้นอยู่กับประเภทของชินคันเซ็น ค่าโดยสารประมาณ 5,390 เยน / เที่ยว

…และแล้วช่วงเวลาของการเดินทางก็สิ้นสุดลงก็เป็นอีกครั้งที่ได้ทำงานที่ตัวเองรัก บวกกับได้เดินทางมาสถานที่สวย ๆ อย่างในครั้งนี้ที่ประทับใจที่สุดก็คือเมือง Karuizawa นี่แหละที่แทรกเข้ามาเป็นอีกหนึ่งลิสท์ในใจของเมืองตากอากาศที่ญี่ปุ่นที่เคยเดินทางมา.. ซึ่งช่วงเวลาที่น่าสนใจ และน่าเดินทางมาอีกช่วงมาก ๆ ไม่แพ้ฤดูหนาวก็ต้องเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่อาจมีอะไรพีค ๆ ให้ได้เจอได้ตื่นเต้นเหมือนกับหน้าหนาวครั้งนี้ที่นี่ก็เป็นได้…

                                                                                            ❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤

Facebook Comments
Please follow and like us:
20