Heaven on Earth : Yading Nature Reserve

“ย่าติง”… หากเอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาเมื่อหลายปีก่อนอาจไม่ค่อยมีใครรู้จักสักเท่าไหร่ แต่กับทุกวันนี้ “ย่าติง” ได้เป็นที่รู้จักของชาวโลกกันมากขึ้นเพราะยิ่งนับวันก็ยิ่งกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางของนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกที่อยากเดินทางไปสัมผัสความบริสุทธิ์ และความเต็มอิ่มของธรรมชาติแบบที่ว่ากันไปขนาดว่าที่นี่คือ “สวรรค์บนดิน” อีกแห่งบนโลกใบนี้.. และแน่นอนว่าถ้าเป็นเรื่องเที่ยวแล้วนักเดินทางบ้านเราก็เป็นอีกหนึ่งชนชาติที่ไม่เคยย่อท้อต่อการท่องเที่ยว เพราะตลอด 2-3 ปีให้หลังมานี่ที่ย่าติงนั้นต้อนรับพวกเราชาวไทยไปปี ๆ นึงผมว่าต้องมีไม่ต่ำกว่า 2-3 พันแน่ ๆ … 

…นั่นจึงเป็นอีกเหตุผลตามมาที่ทำให้มีรีวิวการเดินทางสู่ “อุทยานย่าติง : Yading Nature Reserve” ผุดขึ้นมากมายในหน้าอินเตอร์เนท เรียกว่าแต่ละรูท แต่ละภาพที่เสิร์ชหาข้อมูลนั้นน่าสนใจไม่แพ้กันเลย .. อาจจะต่างกันสักหน่อยก็คือมุมมอง และรูปแบบของแต่ละรีวิวที่ทำกันออกมา.. โดยเส้นทางการเดินทางนั้นก็อาจจะคล้ายกันบ้าง สลับกันไปบ้าง แต่เรียกว่าไม่หนีกันแน่นอน .. ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเยิ่นเย้อรีวิวของ “เที่ยวผ่านเลนส์” จะขอลงรายละเอียดการเดินทางเอาแค่คร่าว ๆ พอเห็นภาพ ส่วนแบบละเอียด ๆ เดี๋ยวไว้จะแปะให้อีกทีว่ามีลิ๊งค์ไหนแนะนำ… ส่วนช่วงแรกอินโทรอัลบั้มนี้ก็เป็นรายละเอียดปลีกย่อยกันไปเรื่อย ๆ


…ทริปนี้เราเดินทางกันทั้งหมด 11 คน โดยผมเองไปในฐานะช่างภาพประจำทริปที่จัดขึ้นโดย เพจแบกเป้เท่ทั่วโลก https://www.facebook.com/TummengTravel ซึ่งช่วงเวลาที่ไปก็คือวันที่ 13-20 ตุลาคม 2562 เรียกว่าเป็นช่วงที่เหล่าพืชพรรณใบไม้กำลังเปลี่ยนสีสลับไปมาสวย ๆ เลยทั้งเขียว แดง ส้ม เหลือง เยอะบ้างน้อยบ้างปน ๆ กันไปตามแต่ละพื้นที่


Altitude Sickness

…การเดินทางมาเที่ยวย่าติงนั้นมีอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญลำดับต้น ๆ อีกเรื่องหนึ่งก็ว่าได้ก็คือ การที่เราต้องขึ้นมาอยู่บนพื้นที่สูง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องของอาการที่เรียกว่า High Altitude Sickness คืออาการที่พบในนักท่องเที่ยว หรือนักเดินทาง หรือจะใครก็ได้แหละครับที่ไปยังสถานที่ที่มีระดับพื้นที่ ๆ สูงกว่าระดับน้ำทะเลมาก ๆ (ย้ำว่ามาก ๆ) ร่างกายก็อาจปรับตัวไม่ทัน.. ดังนั้นวิธีที่ปลอดภัยก็คือค่อย ๆ ไต่ระดับความสูงในระหว่างเดินทางไปเรื่อย ๆ ให้ร่างกายได้ชิน

…ส่วนความสูงของแต่ละที่ แต่ละเมืองในทริปนี้จะสูงเท่าไหร่กันบ้างมาดูกัน

• คุนหมิง • สูงเฉลี่ยประมาณ 1,900 เมตร

• ดอยอินทนนท์ • สูงเฉลี่ยประมาณ 2,500 เมตร (อันนี้ทริปนี้ไม่ได้ไปนะ 555 แค่เทียบให้เห็นภาพ)

• ยื่อหวา (Riwa) •  สูงเฉลี่ยประมาณ 3,000 เมตร

• แชงกรีล่า • สูงเฉลี่ยประมาณ 3,300 เมตร

• เต้าเฉิง • สูงเฉลี่ยประมาณ 3,800 เมตร

• ย่าติง • สูงเฉลี่ยประมาณ 4,000 เมตร

• Everest Base Camp • 5,400 เมตร (เอาแค่ในส่วนของเบสแคมป์นะ ซึ่งทริปนี้เราก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับที่นี่เลย แค่ลงไว้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น)

…จะเห็นว่าดอยอินทนนท์บ้านเรานั้นเรายังไปเที่ยวได้สบาย ๆ ไร้กังวลไม่เป็นอะไรเพราะระดับความสูงที่คนทั่ว ๆ ไปจะรับได้อยู่ที่ประมาณ 2,000-2,500 เมตร แต่พอยิ่งสูงยิ่งหนาวไม่พอ ปริมาณออกซิเจนก็เริ่มน้อยลงเบาบางลง อาการที่เราจะพบได้ง่าย ๆ เบื้องต้นเลยก็คือ “เหนื่อยง่าย” การขยับตัวหรืออะไรที่เราต้องใช้พลังปอด พลังหัวใจเยอะ ๆ จะส่งผล เช่น วิ่งขึ้นบันได เดินเร็ว กระโดด ฯลฯ ก็จะทำให้เราเหนื่อยเร็ว หอบง่ายขึ้น บางทีไปถึงหน้ามืดตั้งแต่ยังไม่ค่ำเลยก็เป็นได้ (บางคนก็เตรียมออกซิเจนที่หาซื้อที่นั่นติดไว้ก็พอช่วยได้บ้าง) ..

…ดังนั้นวิธีหนทางที่จะทำให้เราดำเนินชีวิต และท่องเที่ยวได้สบายใจขึ้นเมื่อมาที่นี่ก็คือ การค่อย ๆ ปรับตัว ดังนั้นเส้นทางที่เราเลือกมาคุนหมิงแล้วค่อย ๆ ไต่ระดับไปยังย่าติง จึงมีความเสี่ยงที่แลดูปลอดภัยที่สุด 

…ว่ากันต่ออีกนิดกับเรื่องการรับประทานยาเพื่อป้องกันหรือลดอาการแพ้ความสูง เราสามารถหาซื้อยา Diamox มาทานได้แต่ต้องทานตามกำหนดนั่นคือแค่ 125 mg จะซื้อที่โรงพยาบาล หรือร้านเภสัชเอาที่หน้าตาไว้ใจได้(หมายถึงร้านนะ ไม่ใช่คนขาย)หาพวกร้านที่มีใบอนุญาตก็จะดีมากเพื่อความมั่นใจ .. (หรือใครเจอร้านไหนให้มา 250 mg ก็กินแค่ครึ่งเม็ดพอ) ก็กินตั้งแต่ก่อนเดินทางล่วงหน้าสักวันก็ได้ แต่อย่างผมกินก่อนไปหนึ่งวันเดินทาง .. ส่วนผลข้างเคียงของยาก็คือจะมีอาการชาที่ปลายนิ้ว ประสาทการรับรู้รสชาติอาหารที่ลิ้นจะเปลี่ยน หิวน้ำ ฉี่บ่อย เป็นต้น (แต่บางคนกินก็ไม่เป็นนะ) อย่างผมเองก็นิ้วชากินตอน 8 โมง มันไปชาตอนบ่ายซะงั้น แต่เพื่อนร่วมทริปบางคนก็ปกติไม่มีอะไรเกิดขึ้น


Keep Calm & Keep Walking

“Keep Calm” แน่นอนครับการเดินเล่นภายในอุทยานย่าติง(ใช้คำว่าเดินเล่นอาจดูชิวมาก ซึ่งเอาจริงหลายคนไม่ได้ชิวด้วยสักเท่าไหร่) .. ไม่ต้องรีบร้อน ใจเย็น ๆ ค่อยไป แค่เรากะเวลาเผื่อเวลาไว้สำหรับเดินไปแล้วเดินกลับมาให้ทันรถบัสก็เพียงพอ.. ส่วนระหว่างการเดินนั้นเนื่องจากบางจังหวะการเดินก็จะเป็นทางราบเรียบอันนี้เดินง่าย แต่หลายครั้งที่สเตปชีวิตไม่ได้ราบเรียบอย่างเดียว ไอ้เดินลงจากสูงลงต่ำอันนี้ไม่เท่าไหร่แค่ระวังลื่นก้าวพลาดก็น่าจะเพียงพอ.. แต่ไอ้การเดินขึ้นเกร็งกล้ามเนื้อก้นกล้ามเนื้อขาขึ้นสู่ที่สูงนั้นยิ่งออกแรงก็ยิ่งเหนื่อย(เอาแค่เดินขึ้นบันไดรถไฟฟ้าบีทีเอสบ้านเรา บางวันหัวใจยังเต้นรัว ๆ) ดังนั้นการเดินขึ้นที่สูงอย่างที่ย่าติงนั้นยิ่งทำให้หัวใจเราเต้นเร็ว แรงขึ้นกว่าปกติ (ใครที่มีนาฬิกาวัดจังหวะหัวใจ Heart Rate) เดินไปก็ลองจับดูว่ามันเร็วขึ้นมากน้อยแค่ไหน .. ดังนั้นไม่มีอะไรมากครับเมื่อเรารู้ว่าหัวใจเราเต้นถี่แล้วก็หยุดเดินซะ แค่นั้นเอง หรือรู้สึกว่าเมื่อยกล้ามเนื้อแล้วก็ให้หยุดพักเช่นกัน .. รอให้หัวใจกลับมาเต้นช้าลง กล้ามเนื้อขาได้พักเบรกบ้าง 2-3 นาที ค่อยออกเดินต่อ.. ย่อมดีกว่าฝืนเดินต่อไปเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองนะ

“Keep Walking” ไม่ได้โฆษณา Johnnie Walker Black Label แต่แค่จะบอกว่าเดินต่อไปฮะ.. อย่าไปท้อ ถ้าเรารู้จักเบรกร่างกาย ไม่โหม ไม่ต้องเค่น ไม่ต้องเคี่ยนเอาเหรียญทองอันดับหนึ่ง.. ที่นี่ไม่มีเหรียญรางวัลให้ ดังนั้นค่อย ๆ เดินไปครับ แม้ว่าแน่นอนว่าเส้นทางเดินภายในอุทยานย่าติงนั้นอาจไม่ได้เหนื่อยหนาสาหัสหากเทียบกับสถานที่เดินเทรกกิ้งหลาย ๆ ที่แต่ด้วยความที่พื้นที่ที่เราอยู่นั้นมีความสูงจากระดับน้ำทะเลมากทำให้ปริมาณออกซิเจนนั้นน้อยลง การหายใจรวมทั้งการออกแรงที่มากกว่าปกติอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพได้ ดังนั้นการฟิตซ้อมร่างกายก่อนเดินทางจึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้ร่างกายให้กล้ามเนื้อเราได้เตรียมพร้อมไว้สำหรับการเดินที่เราจะต้องก้าวไปให้ถึงจุดหมายปลายทางให้จงได้… อ้อ !!! มีอีกวิธีที่คนนำทริปผม คุณชายตั้มเม้ง เจ้าของเพจแบกเป้เท่ทั่วโลก แนะนำไว้ก็คือ “ให้มองอาม่า อากงทั้งหลายที่อยู่รอบตัวเรา” เค้ายังขึ้นได้ทำไมเราจะขึ้นไม่ได้.. และก็จริงครับนี่คืออีกหนึ่งแรงผลักดันที่จะทำให้เราไปถึงจุดหมายปลายทางได้…


Take it to the Limit

…ลำพังแค่การเดินอย่างเดียวก็เหนื่อยหนาสาหัสพอแล้ว.. ไหนจะยังต้องมีเสบียงอาหารเพิ่มพลังงานติดตัวไปด้วย ช๊อกโกแลต ลูกอม ยาดม ยาหม่อง ทิชชู่ ขนม มาม่า อาหารกระป๋อง สุดแท้แต่ใครใคร่ซื้อซื้อ ใครใคร่แบกแบก.. เพราะที่ก้าวไปก็เอาไว้เติมพลังงานระหว่างที่เราเดินไปเรื่อย ๆ นั่นแหละครับ (อาหารที่ผมว่ารสชาติกินได้ และขนาดแพคเกจไม่ใหญ่ได้พลังงานคือ ไข่นกกระทาห่ออยู่ในถุงแพคอย่างดีซองจะสีแดง ๆ ให้ลองหาดูที่ตามร้านขายขนมขายอาหารทั่วไป .. ไม่มีภาพประกอบมาให้นะ 555)

…ส่วนเรื่องถัดไปนี่แหละที่คือความดิ้นรนเพราะมาตั้งไกลอุปกรณ์ต้องครบ เพราะที่จะกล่าวต่อไปนั้นหมายถึง อุปกรณ์กล้อง และเลนส์นี่แหละครับที่เป็นตัวบั่นทอนพลังงานชั้นดีเลย.. ไอ้ใครที่เอากล้องมิเร่อเลสตัวเล็ก ๆ เลนส์ตัวเล็ก ๆ ไปอันนี้ยังไม่เท่าไหร่ .. แต่กับบางคนมันไม่ได้มันต้องกล้องใหญ่ไม่งั้นไม่ถนัด บางคนไม่พอแบกไปทั้งกล้องใหญ่ DSLR + Mirrorless อีกหนำซ้ำ.. ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนกระผมเองนี่แหละครับที่แบกไปเหมือนจะเอาไปออกรบ.. เดินไปก็คิดในใจไปว่าชีวิตต้องลำบากขนาดนี้เลยหรือ แต่เพื่อให้ได้ภาพที่ต้องการ และอย่างที่บอกไปตอนต้นว่าผมไปในฐานะช่างภาพประจำทริปดังนั้นเพื่อนร่วมทริป หรือลูกค้าที่มาด้วยกันก็จะต้องได้ภาพสวย ๆ จากกล้องผมกลับไป.. สาเหตุก็มีแต่เพียงเท่านี้ที่ทำให้ต้องแบกเป็นไอ้บ้าหอบฟางขึ้นไป

…ดังนั้นแนะนำเลยว่าให้คำนวณให้ดีว่าจะเอาตัวไหนแบกขึ้นมาบ้าง… อย่างผมก็จัดเต็มฮะ 14-24 / 50 / 70-200 / Mirrorless + 35 mm .. ไหนจะรวมน้ำหนักขนม ขวดน้ำเข้าไปอีก… บอกเลยว่าเจ็บก็ทน ♪ ช้ำก็จะทน..


When to go?

• ฤดูใบไม้ผลิ (เมษา – พฤษภา) เป็นช่วงปลายหรือเรียกว่าแทบจะจบสิ้นไปแล้วกับฤดูหนาว แต่ตามยอดเขาสูงยังมีหิมะให้เห็นอยู่ และแน่นอนว่าดอกไม้ต่าง ๆ ก็เริ่มผลิบานในช่วงนี้

• ฤดูร้อน (มิถุนา – สิงหา) เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวน่าจะน้อยที่สุดของย่าติง เพราะสภาพอากาศไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ 

• ฤดูใบไม้ร่วง (กันยา – ตุลา) อันนี้ตรงกับช่วงที่มาพอดี เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวเดินทางมากันเยอะมาก ต้นไม้สวย สีสันพืชพรรณสลับเปลี่ยนสีสวยงาม ความหนาวก็ไม่ได้โหดร้ายขนาดตัวสั่น และที่สำคัญยังไม่ร้อนด้วย

• ฤดูหนาว (พฤศจิกา – มีนา) แน่นอนว่ามาช่วงนี้ความหนาวนั้นเจอแน่นอน และก็จะได้บรรยากาศแบบหิมะ ๆ ถามว่าสวยมั้ย น่ามามั้ย ก็แล้วแต่คนชอบ แต่อาจเดินทางลำบากเพราะเสี่ยงกับอากาศหนาวมาก ๆ 

ปล. ส่วนใครจะไปช่วงไหนก็แล้วแต่ว่าอยากเห็น อยากได้รูปประมาณไหน แต่ส่วนตัวผมว่าช่วงใบไม้ร่วงที่ผมไปมาน่าจะเป็นช่วงที่ดีที่สุดแล้ว.. เหตุผลเพราะเป็นช่วงนักท่องเที่ยวไปเยอะสุด การันตีได้ว่าสวยแน่นอน และที่สำคัญสภาพอากาศท้องฟ้าท้องฝนก็อยู่ในเกณฑ์ที่เราสามารถเที่ยวเดินทางได้อย่างปลอดภัย 


All my bags are packed, I’m ready to go

…เนื่องจากช่วงที่ไปแม้จะเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็ตามแต่สภาพอากาศที่ย่าติงจะมีความหนาวเย็น (จริง ๆ ก็เริ่มหนาวตั้งแต่แชงกรีล่าแล้ว ส่วนคุนหมิงจะแค่เย็น ๆ) ดังนั้นการเตรียมเสื้อผ้า อุปกรณ์ต่าง ๆ ก็จำเป็นต่อการประคองตัวให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่อยู่ที่นั่นเช่นกัน อุณหภูมิช่วงที่ผมไปมาเมื่อกลางเดือนตุลาคม 2562 อยู่ที่หนาวสุดประมาณ 0 องศา ในตอนกลางคืน + กับมีลมนิด ๆ นั่งกินหม่าล่าปิ้งไปก็เย็น ๆ หนาว ๆ ดี .. ส่วนระหว่างวันก็เป็นเลขตัวเดียว หรือไม่ก็สิบต้น ๆ แต่มีแดด.. และยิ่งเมื่อไหร่แดดมาก็อุ่นขึ้นทันที .. มาดูกันว่ามีอะไรที่พอจำเป็นบ้าง

• แว่นกันแดด / อันนี้คนไม่ชอบใส่ ให้แดดแรงยังไงก็อาจจะไม่ใส่ สรุปแล้วแต่คน

• เสื้อกันหนาว ฮีทเทค ลองจอห์น / นี่จำเป็นยังไงก็ติดไปก่อนเพื่อความชัวร์ ส่วนจะใส่ไม่ใส่ ถึงที่นั่นร่างกายเราจะบอกเองว่าเราควรใส่มั้ย

• ครีมกันแดด / สภาพอากาศหนาวเย็นอาจทำให้เรารู้สึกดี พอมีแดดอุ่น ๆ ส่องมาก็ยิ่งทำให้เราเพลินกับอากาศจนอาจทำให้เราไม่รู้สึกร้อน .. โดยหารู้ไม่ว่าท่ามกลางอากาศเย็นสบายนั้นแดดกำลังเผาเราอยู่ตลอดเวลาเลย

• โลชั่นทาผิว, ลิปมัน / อันนี้เป็นอุปกรณ์สามัญยามไปเจอหนาว ๆ คาดว่าทุกคนคงไม่พลาด

• เสื้อกันหนาว / อันนี้มีหลายระดับ  ความหนาวแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนแค่แจ๊คเก๊ตวอร์ม บางคนขี้หนาวก็จัดเต็มเสื้อขนเป็ด ขนอะไรก็ขนกันไป…

• กระเป๋าแบกสำรอง (กระเป๋าเป้สะพาย หรือ กระเป๋าที่ขยายได้พับได้) / อันนี้จำเป็นเพราะถ้าใครที่เอากระเป๋าล้อลากไปย่าติง(ใบเล็กไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าใบใหญ่) แล้วจะขนขึ้นบัสอุทยาน บอกเลยว่าหมดสิทธิ์เพราะเค้าไม่ให้เก็บใต้ท้องรถ ดังนั้นควรมีกระเป๋าสะพายไว้แบ่งสัมภาระสำหรับวันที่จะนอนในย่าติง แยกออกมาแล้วฝากกระเป๋าใหญ่ไว้ที่โรงแรมด้านนอก)


A telephone can’t take the place of your smile

…สิ่งสำคัญที่สุดของทุกวันนี้สำหรับการเดินทางไม่ว่าจะทริปไหนที่ไหนเมืองไหนทวีปไหน… สัญญาณอินเตอร์เนทจะขาดเสียไม่ได้.. เมื่อโลกมันเปลี่ยนไป โลกใบใหญ่ถูกย่อให้เล็กลงด้วยสัญญาณอินเตอร์เนท.. แต่จะอย่างไรแล้วการได้ออกมาสำรวจโลกใบนี้สัมผัสด้วยผิวกาย มองเห็นด้วยสายตา เดินผ่านด้วยเท้าทั้งสองข้างย่อมดีกว่าเป็นแน่นอน

…การเดินทางสู่เมืองจีนครั้งนี้ผมใช้ซิมของ “ทรูมูฟ” โดยจะมี 2 แบบหลัก ๆ คือแบบ Travel Sim Asia (ซึ่งแยกย่อยเป็นแพคเกจอื่นไปอีกว่าจะไปสิงคโปร์ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน มาเก๊า เน้น ๆ กันไปเลย) กับอีกแบบคือ Travel Sim World (ที่ใช้สำหรับประเทศที่อยู่นอกเหนือเอเชียได้ด้วย และก็ยังใช้กับในเอเชียได้ด้วย) .. ซึ่งแบบแรกจะถูกกว่าแต่ด้วยวันที่ไปช๊อปเหลือแต่แบบ Travel Sim World ก็เลยจัด ๆ มาก่อน.. ผลประกอบการใช้งานได้ดี จะมีไม่ได้ก็คือตามหุบเขาเส้นทางถนนที่ไกลออกไปจริง ๆ หรือในอุโมงค์ยาว ๆ เป็น 4-5 กิโลเมตรอันนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ.. ส่วนการใช้งานตลอดระยะเวลา 7-8 วันถือว่าพริ้วผ่านได้ดี..

#TravelSim #TruemoveHRoaming


Fly away with red wings

…มาถึงเรื่องการเดินทางคงไม่มีสายการบินไหนที่จะตอบโจทย์เรื่องเวลาได้สวยงามเท่ากับปีกแดงแอร์เอเชียอีกแล้ว…สำหรับการลัดฟ้าจากเมืองไทยสู่เมืองคุนหมิงตามคอนเซปท์ที่ว่า #ไปคุนหมิงไปกับแอร์เอเชีย จากนั้นใครจะไปเที่ยวไหนต่อแพลนไหนต่อกันแล้วแต่ทางใครทางมันได้เลย… ส่วนการเดินทางมุ่งหน้าสู่ย่าติงนั้นผมจะเขียนไว้คร่าว ๆ ให้พอเห็นภาพลาง ๆ หน่อย

• วันที่ 1 • เดินทางจากดอนเมือง – คุนหมิง / ถึงคุนหมิงประมาณเที่ยง / ไปซื้อตั๋วบัสนอนรอบ 19.30 เพื่อจะเปิดวาร์ปไปแชงกรีล่า (ระหว่างวันก็หาที่เที่ยวที่เดินเล่นกันไป) / นอนบนรถบัส

• วันที่ 2 • เช้าตรู่ถึงแชงกรีล่ารอรถที่ติดต่อไว้มารับเข้าที่พัก / เที่ยวแชงกรีล่าเต็ม ๆ 1 วัน / นอนที่แชงกรีล่า

• วันที่ 3 • ออกจากแชงกรีล่าตอนเช้า / เดินทางมุ่งหน้าสู่ Riwa Town / นอน Riwa Town *ใครเอากระเป๋าล้อลากไปให้แยกฝากไว้ในรถที่เหมามา หรือฝากโรงแรมที่นอนไว้ เพราะรถบัสเข้าอุทยานจะไม่อนุญาตให้เอากระเป๋าไว้ใต้รถ ดังนั้นเตรียมเป้สะพายแบ่งไปซะ

• วันที่ 4 • แบกเป้ที่แบ่งไว้รีบไปยังที่ทำการอุทยานซื้อตั๋วแต่เช้าคิวได้ไม่ยาว เพื่อเตรียมเข้าอุทยานย่าติง / ขึ้นรถแล้วให้ดูว่าเราจองที่พักไว้ที่ Bus Stop ที่เท่าไหร่ของอุทยาน ก็บอกให้บัสจอดแล้วเอาสัมภาระเก็บเข้าที่พักก่อน / แล้วก็ออกมายืนโบกรถเตรียมตัวไปลุยเส้นทางอุทยานย่าติงกัน (แนะนำให้เป็นเส้นทางเดินทะเลสาบไข่มุกก่อน เพราะเส้นทางไม่ไกลมาก ได้มีเวลากลับมาพักเอาแรงไว้เส้นทางวันถัดไป) แต่ก็แล้วแต่นะ..

• วันที่ 5 • ตื่นเช้าแล้วก็ไปลุยเส้นทางอุทยานย่าติง ปลายทางทะเลสาบน้ำนม และทะเลสาบห้าสี (วันนี้เดินหนักควรเผื่อเวลาเดินไปกลับให้ดี) / กลับถึงที่พักนอนอีกสักคืน (หรือใครจะออกจากอุทยานลงไปที่ทำการด้านล่างเลยก็ได้ แต่ควรต้องทำเวลาหน่อยนะกลับเย็นมากเดี๋ยวรถอุทยานรอบสุดท้ายจะหมดซะก่อน) แนะนำว่าให้พักอีกสักคืนเถิด

• วันที่ 6 • ตื่นเช้ามาโบกรถอุทยานกลับไปที่ทำการด้านล่าง / จากนั้นก็แล้วแต่แพลนเลยว่าใครจะไปเต้าเฉิง จะกลับแชงกรีล่า หรือไปลี่เจียง สุดแท้แต่แพลนใครแพลนมัน.. แต่อย่าลืม !!! สุดท้ายต้องขึ้นเครื่องกลับจากคุนหมิงด้วยสายการบินแอร์เอเชีย 555

ปล. ส่วนอันนี้คือโคตรรีวิวจากเวปพันธมิตรรุ่นพี่ผมที่ไปมาเมื่อปี 2561 ละเอียดยิบตามรอยได้ แม้กระทั่งจุดถ่ายรูป (ละเอียดผิดกับรีวิวผมตัวนีัมาก 555) http://www.namfapakhao.com/review-yading/?fbclid=IwAR2KArYJbTjwz_cSIzwo_PDIhnRxTsYJhq7hRvlQ0PpcNPxmd5Vkg1xzXTc

#AirAsia #ไปคุนหมิงไปกับแอร์เอเชีย

1st Day : Bangkok ► Kunming ► Shangri-la

…เราเดินทางจากดอนเมืองด้วยสายการบินแอร์เอเชียเที่ยวบิน FD582 มาถึงสนามบินเมืองคุนหมิงประมาณ 11.30 น.ตามเวลาประเทศจีนที่เร็วกว่าประเทศไทยอยู่ 1 ชั่วโมง จากนั้นก็เดินผ่าน ตม. รอสัมภาระเบ็ดเสร็จก็ประมาณเที่ยงกว่า ๆ แล้วจึงต่อรถไฟฟ้าเข้าเมืองไปยังจุดหมายแรกที่ “West Coach Station” เพื่อไปซื้อตั๋วบัสนอนเตรียมเดินทางไปแชงกรีล่า.. เมื่อได้ตั๋วเสร็จสรรพก็หาที่ฝากของก็ใช้บริการรับฝากของที่ตรงจุดซื้อตั๋วเลยโดยฝากกระเป๋าสัมภาระไว้ จากนั้นก็เตร็ดเตร่หาอะไรกิน และไปเที่ยวสักที่ก็มาลงเอยกันที่ “วัดหยวนทง” เพื่อรอเวลาช่วงค่ำจะขึ้นรถบัสนอนไปยังเมืองแชงกรีล่า..

…เราได้ตั๋วรถบัสนอนรอบ 19.30 น. บัสนอนก็จะเป็นแบบนอนชั้นล่างชั้นบนใครชั้นบนก็ปีนป่ายกันขึ้นไปหน่อย ส่วนขนาดของแต่ละที่นั้นเอาเต็มที่แค่พอพลิกตัวตะแคงไปมาได้นิดหน่อยเท่านั้น เข้าใจง่าย ๆ แบบไม่ต้องเห็นภาพก็ได้ว่า “ค่อนข้างแคบ และอึดอัดเล็กน้อย” โดยเมื่อขึ้นรถแล้วก็จะไปถึงที่แชงกรีล่าประมาณช่วงเช้าตรู่ประมาณ 6-7 โมงเช้า .. เรียกว่าสามารถหลับได้ยาว ๆ ทั้งคืนเพราะไม่มีอะไรทำ ส่วนกิจกรรมระหว่างหลับ ๆ ตื่น ๆ ก็คงไม่พ้นการนั่งเล่นโทรศัพท์ เปิดแทบเล็ต .. อย่างผมก็โหลดหนังมาลงมือถือไว้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนมาก็ดูไปเพลิน ๆ รถแล่นได้หน่อยส่ายไปส่ายมาสุดท้ายก็หลับ

คำแนะนำพิเศษ… ก่อนขึ้นรถหาอะไรกินสักหน่อยก็ได้แต่ไม่ต้องอิ่มแน่นก็น่าจะดี โดยเฉพาะน้ำเอาแค่พอประมาณก็พอ เพราะไม่งั้นเกิดไปปวดฉี่ระหว่างทางจะลำบาก.. แต่รถก็ยังมีเวลาจอดให้บ้างโดยเป็นช่วงประมาณก่อนเที่ยงคืนรอบนึง แล้วก็น่าจะประมาณตีหนึ่งตีสองอีกรอบ .. ระหว่างที่รถพักเราก็จัดแจงเข้าห้องน้ำ หาอะไรกินอีกทีก็ยังได้… 


2nd Day : Songzanlin Monastery : Shangri-la

วัดซงจ้านหลิง(Songzanlin) ตั้งอยู่ที่เมือง “Zhongdian(จงเตี้ยน)” ซึ่งปัจจุบันก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “แชงกรีล่า” เรียบร้อย.. และนี่คือที่เที่ยวที่แรกของเราในแชงกรีล่า.. ตัววัดมีบริเวณให้เดินขึ้นมายังด้านบนเพื่อชมความงดงามของศิลปะ รูปแบบ เอกลักษณ์ของวัดในแบบธิเบต(ใครที่เคยไปเลห์ลาดักห์มาแล้วหากมาที่วัดนี้ก็จะรู้ว่าเป็นสไตล์เดียวกันเลย) ตัววัดที่อยู่ด้านบนนั้นเดินขึ้นมาขอบอกว่าเมื่อยใช้ได้เลยแต่ก็ถือว่าซ้อมใหญ่ไปในตัว เพราะนอกจากจะเดินขึ้นที่สูงแล้วพื้นที่ที่แชงกรีล่าตอนนี้ระดับความสูงอยู่ที่ 3,000 กว่าเมตร.. ก็เรียกว่าวันนี้ก็เป็นอีกวันที่เที่ยวสบาย ๆ ค่อย ๆ ปรับตัวกันไป

…มาที่วัดนี้แล้วจะเดินอยู่แต่ที่วัดด้านบนไม่ได้.. เพราะไฮไลท์สำคัญและเป็นมุมสวย ๆ ของที่นี่คือด้านล่างที่อยู่บริเวณบึง “ทะเลสาบลาหมู่ยางชั่ว (Lamuyangcuo Lake)” เป็นมุมที่มองย้อนกลับไปเห็นตัววัดเหลืองอร่ามสีทอง ยิ่งวันไหนฟ้าสวย ๆ อย่างวันที่มาก็จะได้ภาพวัด และเงาสะท้อนน้ำสวย ๆ กลับไปเป็นของขวัญวันเดินทาง…


2nd Day : Shika Snow Mountains : Shangri-la

“ภูเขาหิมะสือข่า(ฉือข่า) : Shika Snow Mountains” หรือมีอีกชื่อเรียกกันว่า “หุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน : Blue Moon Valley”  ก็ซื้อตั๋วขึ้นกระเช้าขึ้นมาขึ้นด้วยกันสองต่อ ใช้เวลาอยู่บนกระเช้าน่าจะมีอย่างต่ำ 15-20 นาที… ก็จะค่อย ๆ ไต่ระดับเอื่อย ๆ เรื่อย ๆ ขึ้นไปทีละนิด โดยวิวทิวทัศน์ที่เราเห็นเมื่ออยู่ในกระเช้ามองลงมาก็จะเป็นต้นไม้สีเขียว ๆ เหลือง ๆ ที่อาจจะยังไม่เปลี่ยนสีมากนัก แต่ก็สวยงามอยู่เพราะความยิ่งใหญ่ของภูเขานั่นเอง… 

…ช่วงวันที่เรามาบนยอดเขานั้นแทบจะไม่มีหิมะเหลือให้เห็นแล้วแต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะหมดหิมะไปแล้วซะทีเดียว เพราะทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วยหากวันไหนมีหิมะตกหรือหนาวจัด ๆ อย่างให้หลังหนึ่งสัปดาห์กว่า ๆ ที่ผมมาที่นี่ก็มีหิมะกระหน่ำให้เห็นเป็นอีกบรรยากาศสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว…

…ความสูงของภูเขาหิมะสือข่าจากป้ายด้านบนบอกว่าอยู่ที่ 4,500 เมตร.. ดังนั้นใครที่คิดว่าอาจจะหายใจลำบากก็ติดออกซิเจนกระป๋องขึ้นมาด้วยก็ได้ เพราะอาจจะมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้เรารู้สึกเหนื่อย และใช้พลังงานมากขึ้น อย่างช่วงที่มาลมพัดแรงมากความหนาวก็ไม่ต้องพูดถึงสูงขนาดนี้เจอลมพัดนิดเดียวก็สะท้านแล้ว ยังไงติดเสื้อกันหนาวขึ้นมาด้วยอีกสักตัวก็จะเป็นการเซฟไม่น้อย..


2nd Day : Shangri-la Old Town

…อีกหนึ่งกิจกรรมส่งท้ายค่ำคืนที่แชงกรีล่าก่อนที่วันรุ่งขึ้นเราจะย้ายสัมภาระบางส่วนใส่กระเป๋าเป้แยกเพื่อไปนอนยังเมืองยื่อหวา(Riwa) และนอนที่อุทยานย่าติง(Yading Nature Reserve)…

…บริเวณเมืองเก่าเป็นหนึ่งในไฮไลท์เมื่อมาเที่ยวแชงกรีล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามโพล้เพล้ไปจนถึงค่ำคืนเราสามารถมาเดินเล่นพักผ่อนแบบชิล ๆ หาร้านกาแฟนั่งจิบ หรือจะมื้อหนักหน่วงอย่างปิ้งย่างหม่าล่า หรือจะแนวไหนก็เดินหากันได้เลย แต่ที่จะพลาดไม่ได้ก็คือการช๊อปปิ้งและแน่นอนว่าผมเองก็สอยเสื้อกันหนาวที่นี่ด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีราคาถูกมาก ส่วนคุณภาพก็ถือว่าใช้ได้เลย..


3rd Day : Morning at Napa Lake

…เช้าวันที่ 3 วันนี้ตื่นเช้ากันด้วยความกระปรี้กระเปร่าแบบสุด ๆ เพราะเมื่อคืนหลับสนิทเหนื่อยเที่ยวในแชงกรีล่ากันมาทั้งวัน.. วันนี้เรามีจุดหมายปลายทางกันอยู่ที่เมืองยื่อหวา เมืองเล็ก ๆ ที่เราจะใช้เป็นที่พักก่อนที่จะเข้าไปนอนในอุทยานย่าติงในคืนวันถัดไปวันพรุ่งนี้.. เช้านี้เราผ่านเส้นทาง “ทะเลสาบนาปา” หรือเรียกให้ดูจีน ๆ หน่อยก็เรียก “นาปาไห่” ซึ่งความจริงแล้วเมื่อวานที่เที่ยวแชงกรีล่าเราก็ได้แวะมาแล้วเพียงแต่ไปตอนกลางวันทำให้สภาพแสง และสภาพอากาศแรงมากถ่ายรูปออกมาไม่ค่อยสวย.. 

…ส่วนบรรยากาศในตอนเช้าจะดีกว่าแต่ว่าไม่ได้ขับรถเลาะเลียบทะเลสาบเหมือนเมื่อวาน แต่เป็นขับขึ้นมาบนทางถนนทางอีกทางเพื่อไม่ให้เป็นการโอ้เอ้เสียเวลาจนเกินไป (แต่สุดท้ายก็ไม่วายต้องแวะจอดถ่ายรูปเก็บกลับไปสักหน่อย ๕๕๕) ข้อดีของการที่พวกเราเดินทางด้วยรถเหมาก็คืออยากจอดตรงไหนก็บอกคนขับจอดได้เลย ถ้าไม่ใช่เส้นทางถนนที่อันตรายก็จอดได้แทบทั้งสิ้น..


3rd Day : On the Road to Riwa Town

…ระหว่างเส้นทางเราก็เห็นวิวสวย ๆ กันไปเรื่อยตามเส้นทางต่าง ๆ รถที่เหมามาผมไม่แน่ใจว่าเจ้าอื่นเปิดแอร์ในรถกันไหม แต่พวกเรา 11 คน เหมารถทั้งหมด 3 คัน ทุกคันจะไม่เปิดแอร์เป็นหลักหรือบางทีเราเปิดแล้วเผลอหลับตื่นมาอีกทีแอร์ก็จะถูกปิดโดยคนขับ.. เข้าใจว่าเค้าคงจะประหยัดน้ำมันมั๊ง เอาจริง ๆ อากาศมันก็ไม่ได้ร้อนเท่าไหร่เพราะช่วงที่มาอย่างที่บอกว่าอากาศเย็น ๆ เพียงแต่ว่าบางจังหวะอยู่ในรถแล้วแดดส่องก็ทำให้ร้อนได้เหมือนกัน.. เอาเป็นว่าก็เปิด ๆ ไปเถอะ คนขับมันรำคาญเดี๋ยวก็ปิดไปเอง .. เราก็เพลินไปกับวิวข้างทาง หรือตามจุดชมวิวต่าง ๆ กันดีกว่า

…ที่เห็นในภาพคือ “แม่น้ำ Jinsha” แม่น้ำสายสำคัญที่เป็นต้นกำเนิดของลุ่มน้ำแยงซี แม่น้ำสายนี้มีความยาวประมาณ 2,000 กว่ากิโลเมตร ไหลมาตั้งแต่มณฑลชิงไห่ เสฉวน และผ่านเข้ายูนนาน จนมาถึงจุดที่เรายืนอยู่ตรงนี้จากจุดชมวิวข้างทาง แล้วก็ไหลต่อไปทางใต้จนกลายเป็นลุ่มน้ำแยงซีต่อไปตามที่เราเคยได้ยินกันบ่อย ๆ 

…ระยะทางที่วันนี้เราจะนั่งกันให้เมื่อยก้นอยู่ที่ประมาณกว่า 300 กิโลเมตร.. กะคำนวณเวลาบวกเวลาจอดรถถ่ายรูปเล่น แวะกินข้าว แวะเข้าห้องน้ำ ดูแล้วก็น่าจะมีอยูที่ 8-9 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ นั่นจึงทำให้วันนี้เราต้องออกเดินทางกันเช้าหน่อยเพื่อจะได้ไปถึงเมืองยื่อหวาไม่ค่ำมาก .. 

…ภาพล่างคือจุดชมวิวชื่ออะไรก็ไม่รู้ มีไฮไลท์แปลก ๆ อยู่ที่ลักษณะของภูเขาหินหน้าตาแปลก ๆ และทะเลสาบสีเขียวก็แวะถ่ายรูปเล่นกันสักหน่อย

…เราแวะกินข้าวกลางวันกันที่แถวนี้ เป็นหมู่บ้านทิเบตชาว Kham เมือง Xiangcheng ซึ่งตรงจุดนี้ก็คือพื้นที่เขตปกครองตนเองทิเบตกานจือ มณฑลเสฉวน.. พักเติมพลังถ่ายรูปเล่นกันไป


3rd Day : On the Way Afternoon to Riwa Town

…แวะกันไปเรื่อยครับ.. ตรงไหนสวย จอด ตรงไหนน่าจะสวยก็จอด .. 

3rd Day : On the Road to Riwa Town

…สรุปว่าเราทั้งหมด 11 คน กับรถสามคัน.. ก็ถึงเมืองยื่อหวากันอย่างปลอดภัยแต่กว่าจะมาถึงก็เกือบจะมืดค่ำไปแล้วเลยไม่ได้ไปไหนต่อ นอกจากเดินเล่นหาอะไรกินในเมือง..

…ก็ได้แวะร้านปิ้งย่างหม่าล่า แล้วก็หาร้านขายของแวะซื้อเสบียงอาหารไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ที่จะเตรียมเข้าสู่อุทยานย่าติงเพื่อเตรียมเดินกันแบบยาว ๆ ในอีกสองวันที่ใกล้มาถึงเต็มทน…


4th Day : To Pearl Lake Route 5 Km.

…และแล้วเช้าที่รอคอยก็มาถึง..วันนี้เราต้องออกจากที่พักกันแต่เช้ามืดเรียกว่าฟ้ายังไม่ต้องสว่างเราก็ออกจากที่พักกันแล้วเพราะจะรีบมาซื้อตั๋วเข้าอุทยานย่าติง (ไม่อยากมาสายเดี๋ยวคิวขึ้นรถบัสเข้าอุทยานจะยาว) ส่วนอุปกรณ์เสื้อผ้าสัมภาระทุกคนพร้อมหมด.. และหลังจากที่เราซื้อตั๋วได้เรียบร้อยก็ไปขึ้นบัสอุทยานใช้เวลาประมาณ 40 นาทีก็ถึงที่พักที่เราจองไว้ซึ่งอยู่ตรงป้ายรถบัสที่ 3 พอดิบพอดีเป๊ะ.. (หากจะลงที่ตรงไหนป้ายไหนให้เราเช็คที่พักให้ดีว่าอยู่ใกล้ bus stop ไหนที่สุดแล้วบอกคนขับตั้งแต่ตอนขึ้นรถเลยว่าให้จอดด้วย) เพราะไม่อย่างนั้นบางทีหากไม่มีคนลงบวกกับข้างทางไม่มีคนโบกให้จอด คนขับก็จะขับยาวไปเลย…

…และเมื่อเรามาถึงที่พักกันเรียบร้อยวันนี้จึงต้องรีบวางกระเป๋าแล้วมายืนโบกรถไปยังหน้าที่ทำการที่เป็นจุดเดินเส้นทางทั้ง 2 รูท ทั้งเส้นทะเลสาบไข่มุกที่เราจะไปกันในวันนี้ และเส้นทางทะเลสาบห้าสีสำหรับวันพรุ่งนี้.. เมื่อพร้อมแล้วก็พร้อมเดินกันเลย…!!!! …ชมภาพกันไปเพลิน ๆ เลยครับเพราะเส้นทางเดินนั้นไม่ต้องบรรยายอะไรมาก.. เอาเป็นว่าเส้นทางมุ่งหน้า “ทะเลสาบไข่มุก” ที่เราเดินในวันนี้เป็นเส้นทางสั้น ๆ แต่ถ้าถามว่าเหนื่อยมั้ย เมื่อยมั้ย ก็บอกตรง ๆ ว่าใช้ได้เลย ถือว่าเป็นการวอร์มอัพ และเทสร่างกายไปในตัวสำหรับวันพรุ่งนี้..

…ส่วนเส้นทางนี้ใครที่เอาไม้เทรกช่วยเดินมา ผมว่าอาจจะยังไม่จำเป็นเพราะทางเดินวันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นตะแกรงเหล็กที่มีช่องหากใช้ไม้เทรกเดินอาจลำบากสักหน่อย แต่ใครจะติดมาเพื่อใช้พยุงใช้ค้ำเพื่อทุ่นแรงก็ไม่เกี่ยงครับ
…เส้นทางเดินทะเลสาบไข่มุกวันนี้เราจะเดินกันเป็นวงกลม ก็เดินกันไปเรื่อย ๆ ครับทางส่วนใหญ่วันนี้หากเทียบกับวันพรุ่งนี้ก็บอกเลยว่าเดินง่ายกว่ามาก เพราะมีบันไดมีราวจับ มีเส้นทางการเดินที่ทำไว้รองรับอย่างดี ถังขยะก็มีอยู่ตลอดทางเพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวทิ้งกันสะเปะสะปะ ส่วนวิวทิวทัศน์ก็อยู่ที่มุมมองใครเห็นสวยตรงไหน ชอบพอใจตรงไหนก็เลือกเฟรมเลือกมุมกันตามสบาย …ภาพนายแบบเท่ ๆ ฮ่าๆๆๆ ก็มีเก็บภาพตัวเองกลับมาบ้างเป็นระยะ ๆ เพราะนอกจากหน้าที่หลักคือถ่ายภาพให้ลูกค้าสวย ๆ หล่อ ๆ กันแล้ว.. ลูกค้าใจดีที่ไปด้วยกันก็ช่วยถ่ายภาพให้ด้วย.. สนุกดีครับไปกันคนไม่เยอะ สนิทกันเร็ว มีอะไรก็ช่วยเหลือกันได้รวดเร็ว โดยเฉพาะตอนเรียกถ่ายรูป 555…ในภาพล่างตรงนี้คือ “Xian Nai Ri Look Out” เป็นอีกหนึ่งจุดชมออเดิร์ฟแบบพีค ๆ (แต่ยังไม่ใช่ทะเลสาบไข่มุก) เป็นเพียงบึงเล็ก ๆ แต่มีทัศนียภาพล้อมรอบที่อุดมสมบูรณ์ และยิ่งใหญ่อลังการมากกับยอดเขา ..จากภาพล่างจากวิวที่เห็นไม่รู้จะดีใจ หรือเสียใจดี เพราะจริง ๆ จะต้องเป็นบึงน้ำมีเงาสะท้อนสวย ๆ ของภูเขาส่องลงมา แต่วันที่มาถึงน้ำแห้งเหือดไปเรียบร้อยแล้ว.. แต่ถ้ามองในแง่ดีก็ดีตรงที่เราสามารถลงไปเหยียบได้ถึงก้นบึงเลยในวันที่น้ำแห้งแบบวันนี้ .. ลองสังเกตดูคนด้านมุมขวาล่างภาพจะเห็นคนเดินจะรู้ว่าวิวนั้นยิ่งใหญ่แค่ไหน…ในที่สุดก็มาถึงทะเลสาบไข่มุกจนได้มาถึงตรงนี้ก็ประมาณเที่ยง ๆ ก็แวะเปิดกระเป๋าหาที่นั่งกินนั่งพักก่อน.. อิ่มท้องแล้วค่อยเดินถ่ายรูปให้หนำใจ

4th Day : Pearl Lake

…ทะเลสาบเดียวถ่ายไปประมาณสิบแปดมุม ฮ่าๆๆ.. …ความสวยงามของธรรมชาติไม่ได้มีเพียงแค่วิวทิวทัศน์ที่เราเห็นตรงหน้า แต่มันคือความสุขในการเดินทาง การที่เราดั้นด้นเหนื่อยล้าเพื่อมาถึงจุดหมายปลายทางในที่สุด ได้เห็นความเป็นไปของธรรมชาติที่เราไม่สามารถบังคับได้… จังหวะลมพัดพาผิวน้ำขยับตัวเป็นระลอก ๆ เมฆที่เคลื่อนไปตามกระแสแรงลมช้าบ้างเร็วบ้าง เสียงนกร้อง ทุกอย่างล้วนงดงามภายใต้ธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์
…สิ่งละอันพันละน้อยที่ก่อให้เกิดความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติคืออีกความงดงามที่เราไม่ควรละเลย.. หลายคนอาจมองข้ามเพราะมัวแต่ไปชื่นชมความยิ่งใหญ่ แต่บางช่วงเวลาที่เรามองอะไรให้ลึกให้นานกว่านั้นเราอาจจะเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่ล้วนหล่อหลอมรวมกันให้ได้มาถึงความสมบูรณ์ภายใต้ธรรมชาติ
…ตลอดเส้นทางเดินที่ผ่านมาครึ่งวันต้องขอบคุณทางอุทยานมากที่ทำทางเดินไว้อย่างดี.. ทำให้การเดินที่กังวลไว้เบาใจไปได้หน่อยกับเส้นทางเดินวันนี้ .. เดินไปเดินมาก็ถึงเวลาที่เราต้องเดินกลับด้วยเส้นทางเดินที่จะพาเรามายังทุ่งหญ้าฉงกู “Chonggu Grassland” ด้านล่าง.. เป็นอีกจุดที่ควรมีเวลาอย่างน้อยสักชั่วโมงนึงมาเดินเล่นบริเวณนี้หามุมถ่ายรูปสวย ๆ เพราะมันสวยจริง ๆ 

4th Day : Chonggu Grassland

…การจะได้ภาพที่ดีนั้นนอกจากการพาตัวเองไปอยู่ในตำแหน่งที่ถูกใจเราเองแล้ว ยังต้องพึ่งดวงชะตาท้องฟ้าสภาพอากาศด้วยไม่น้อย.. ยิ่งเมื่อคิดจะถ่ายภาพวิวแล้วเรื่องของโชคยิ่งมีส่วน อย่างเช่นในวันนี้ท้องฟ้าสวยงาม อากาศเคลียร์ มีเมฆสีขาวลอยปะอยู่บนท้องฟ้าไม่ให้ฟ้าเกลี้ยงเกินไป.. ที่เหลือก็เลือกมุมที่ถูกใจแล้วก็ชื่นใจแค่นั้น.. …ปิดท้ายวันด้วยภาพของ “ยอดเขา Xia Nuo Duo Ji” ที่ตระหง่านโดดเด่นต้อนรับผู้มาเยือนอย่างไม่ขาดสาย…


5th Day : Milk Lake Route 12 Km.

…หากเมื่อวานว่าเหนื่อยแล้ววันนี้สิยิ่งกว่า.. เมื่อวานแค่ 5 กิโลเมตรกับเส้นทางเดินทั้งวัน แถมทางเดินยังสบายเจอทางชันก็ยังมีบันได ตรงไหนเป็นดินก็ยังมีตะแกรงเหล็กเป็นทางเดิน.. แต่วันนี้ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเพราะนี่คือการเดินที่จะทำให้เราเหนื่อยมาก และมีความสุขมากด้วยเช่นกัน

…เราเริ่มต้นที่เดียวกับเมื่อวานแต่ว่าวันนี้เราจะใช้บริการรถกอล์ฟแบบ 15 ที่นั่งช่วยในการทุ่นแรงไป 7 กิโลเมตร โดยมาเริ่มต้นที่บริเวณทุ่งหญ้า Luorong ซึ่งทางเดินในช่วงแรกนั้นจะเป็นทางเดินบนสะพานไม้เรียบง่ายสวยงาม หลับตาเดินยังได้ ฮ่าๆๆ ว่าไปนั่น.. ทางเดินช่วงต้นนี้ยังเป็นทางราบเดินง่ายจากนั้นจะค่อย ๆ ชันขึ้นไปทีละหน่อย ๆ จนบางครั้งมองแหงนหน้าขึ้นไปก็รู้สึกว่า เราต้องไปถึงตรงนั้นจริง ๆ หรือ… …ตลอดระยะทางเดินเราก็จะผ่านจุดสำคัญต่าง ๆ ทั้งน้ำตกที่อยู่ข้างทาง.. บึงน้ำที่มีให้เราเห็นเงาสะท้อนของภูเขาสวย ๆ ยิ่งคลุกเคล้าด้วยอากาศดี ๆ ในยามเช้าแล้วบอกได้ว่ามีความสุข(แต่อย่านับเส้นทางอีกยาวไกลที่จะต้องเจอนะ) ส่วนภาพบึงน้ำด้านล่างนี่คือหลังจากที่เดินผ่านมาแล้วหนึ่งชั่วโมง..(เราเริ่มเดินกันตั้งแต่ประมาณแปดโมงกว่า ๆ) มาถึงตรงนี้เก้าโมงกว่าพอดิบพอดี …และก็เดินเรื่อย ๆ มา.. หัวใจเต้นถี่เมื่อไหร่ผมหยุดเดินทันทีเพราะกลัวอยู่ดีดีจะน๊อกไปดื้อ ๆ โดยยึดคติเดินช้าแต่ถึงชัวร์ก็ยังดีกว่าเร่งเดินแล้วอาจไม่ถึง… และในที่สุดก็ผ่านพ้นช่วงที่ชันที่สุดมาได้เมื่อหันหลังกลับไปก็เจอมุมนี้ตามในภาพ.. ยิ่งใหญ่เหลือคณานับจริง ๆ

…มาถึงจุดนี้ตามในภาพด้านล่าง..หากสังเกตอีกนิดด้านขวาตรงเนินจะเห็นคนเดินอันนี้คือเส้นทางสู่ “ทะเลสาบห้าสี” แต่เราจะยังไม่ไปทางนี้ครับเพราะมันชันมาก เดินแล้วเหนื่อย.. โดยเราจะเดินไปทางซ้ายก่อนเพื่อไปพบความสวยงามของ “ทะเลสาบน้ำนม” ที่สวยกว่าและเป็นไฮไลท์กว่า(คือหาอ่านจากรีวิวนับสิบหลายรีวิวบอกว่าทะเลสาบห้าสีนั้นไม่สวยเลย ฮ่าๆๆ).. เอาป็นว่ามาถึงตรงนี้แล้วก็เดินง่ายแล้วครับเป็นทางราบเรียบไปทะเลสาบน้ำนมที่ใกล้เข้ามาเต็มทนแล้ว …ถึงทะเลสาบน้ำนมในที่สุด…ก่อนอื่นเลยขอหันหลังให้กับเส้นทางที่เดินผ่านมา.. สวยใช่ย่อยเลยนะกับแอ่งน้ำเล็ก ๆ ที่มีก้อนหินโขดหินเป็นฉากหน้า.. …ส่วนนี่ก็คือ “ทะเลสาบน้ำนม” แถ่น แทน แท๊นนนน !!! จากภาพตอนแรกตั้งใจจะถ่ายวิวแบบโล่ง ๆ เพราะเห็นคนด้านล่างไม่เยอะ แต่ด้วยความที่มีกลุ่มชาวพื้นบ้าน(ชาวจีนนั่นแหละครับ)มายืนถ่ายรูปเล่นกันพอดิบพอดีซะงั้น .. ด้วยความเหนื่อยล้าขี้เกียจส่งเสียงให้เค้ากระเถิบออก และขี้เกียจรอเลยถ่ายมาแบบนี้เลย.. เดี๋ยวค่อยหาเวลาโล่ง ๆ ถ่ายทะเลสาบอีกที …ระหว่างนี้ที่นั่งรอพลพรรคมาก็หาอะไรรองท้องไปเรื่อย ๆ ซึ่งยังคงเป็นเมนูเดิมคือไข่นกกระทาที่ซื้อมาจากร้านค้าบริเวณ Bus Stop No.2 ตั้งแต่เมื่อวาน.. มันช่วยเพิ่มพลังได้ดีจริง ๆ .. …พักเหนื่อยเสร็จแล้วก็ถึงเวลาแอ๊คชั่นถ่ายภาพให้หนำใจให้คุ้มค่ากับที่ได้มาถึงซะที…  …อยู่ด้านบนเนินได้สักพักใหญ่ก็แบ่งเวลาลงมาเดินริมทะเลสาบด้านล่างบ้างเปลี่ยนบรรยากาศ เปลี่ยนมุมมอง ภาพที่ได้ก็เปลี่ยนไปตาม… …ผมใช้เวลาบริเวณทะเลสาบน้ำนมอยู่ประมาณชั่วโมงกว่า ๆ น่าจะได้จากนั้นก็เดินกลับเพราะส่งกำลังพลไปยังทะเลสาบห้าสีแทน (ตัวผมไม่ขออาสาไปเพราะกลัวจะเดินกลับไม่ทัน) คือใครที่มาเดินรูททะเลสาบน้ำนมนี้ ถ้าอยากกลับไปทันรถบัสที่จะส่งเราไปยังที่พัก หากเผื่อเวลาเดินด้วยแล้วบ่ายสองก็ควรเริ่มเดินกลับได้.. ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็ตาม.. ซึ่งผมอยู่ตรงทะเลสาบน้ำนมนี่ถึงบ่ายสองพอดีครั้นจะห้าวไปทะเลสาบห้าสีต่อก็กลัวจะต้องมาเคี่ยนมาเร่งสปีดทำเวลาเดินกลับ ซึ่งหากไม่ทันจะเดือดร้อนชาวคณะก็เลยเป็นว่าไม่ได้เห็นทะเลสาบห้าสี.. (ซึ่งพอกลับถึงห้องพักไปขอดูรูปจากกล้องรุ่นพี่ที่มาด้วยกันก็รู้สึกดีใจที่ไม่ได้ขึ้นไปทะเลสาบห้าสี ฮ่าๆๆ) อืมมม.. มันไม่มีอะไรเลยอ่ะ …พอมีเวลาเดินกลับสบาย ๆ แบบไม่ต้องเร่งสปีดอะไรมากก็กลายเป็นว่าได้มีเวลาถ่ายรูปมุมนั้นมุมนี้ เก็บตกภาพจากที่ช่วงเช้าพลาดไป.. เรียกว่าโอเคเลยกับการเดินหามุมสวย ๆ อย่างในภาพนี้ก็ได้เจอฝูงกวางรวมตัวกันเล็มหญ้าอยู่ริมบึง.. โอยยย ฟิน..
…ทุ่งหญ้าลั่วหรงเป็นจุดพีคสุดท้ายที่ผมชอบมากเพราะช่วงตอนที่เดินมาถึงประมาณ 4 โมงกว่า ๆ เจอเข้ากับฝูงม้าพอดี.. ทั้งฉากหน้า ฉากหลังคราวนี้มาครบผิดกับช่วงเช้า.. เมื่อเล็งได้ที่ก็กดชัตเตอร์กระหน่ำส่งท้ายแบบอิ่มเอมฤทัยกันไปเลย…เป็นการปิดท้ายอย่างสวยงามคุ้มค่ากับที่อดทนให้กับการเดินทางมาหลายวันจนกว่าจะมาถึงวันนี้.. ทุกก้าวที่เดินไป หลายก้าวเดินสบาย หลายก้าวที่รู้สึกว่าเหนื่อยอยากหยุด โดยมีก้าวต่อไปบอกว่าให้พักก่อนแล้วค่อยออกเดินต่ออีกครั้ง.. “ย่าติง” อาจไม่ใช่เส้นทางที่โหดอะไรมากมายนักกับสายเทรกกิ้งที่มีเส้นทางบุกบ่าฝ่าดง เส้นทางโหดร้ายกว่านี้เยอะ .. แต่นี่ก็คืออีกหนึ่งบททดสอบที่พิสูจน์ตัวเราได้ว่าครั้งหนึ่งเราก็ได้มาเดินบนพื้นที่ที่สูงกว่า 4,000 เมตร และยิ่งน่าจดจำมากขึ้นไปอีกกับสิ่งที่ได้เจอระหว่างทางมิตรภาพ ความอบอุ่น รอยยิ้มจากเพื่อนร่วมทางที่มาด้วยกัน พร้อมเก็บกลับไปคือความทรงจำกับเรื่องราวดี ๆ โดยมีความยิ่งใหญ่ และความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่ช่วยแต่งแต้มสีสันประสบการณ์ให้เก็บไว้ในบันทึกแห่งความทรงจำกับครั้งหนึ่งที่ “ย่าติง” สวรรค์บนดิน : Heaven on Earth….

Facebook Comments
Please follow and like us:
20